ก้าวย่างสู่อิสรภาพ ของอองซาน ซูจี

โดย ธันวา สิริเมธี
ภาพ MIZZIMA



เย็นวันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2553 ผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะประชาชนพม่าต่าง ชื่นชมยินดีกับภาพ นางอองซาน ซูจี ปรากฏกายริมรั้วบ้านพักกลางกรุงย่างกุ้ง แม้ผู้นำทหารอาจมองว่า เธอคงไม่สามารถกลับมามีบทบาททางการเมืองได้ มากนัก เพราะรัฐธรรมนูญใหม่ที่ร่างโดยสภาทหารได้กีดกันให้เธอห่างไกลจากการเมืองในสภาแบบสุดกู่ แต่หากสังเกตดูสีหน้าผู้คนมากกว่าสามพันคนที่มาคอยต้อนรับเธอที่หน้าบ้านพักหลังถูกกักบริเวณเจ็ดปี จะเห็นได้ว่า ประชาชนพม่าเริ่มกลับมามีความหวังถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกครั้ง...แม้ว่าจะเป็นความหวังหลังจากการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านพ้นไปก็ตามที

เช่นเดียวกับความหวาดระแวงที่ดูเหมือนจะติดตามมาราวกับเงา ทั้งความหวาดระแวงในใจประชาชนชาวพม่าที่กลัวว่าอิสรภาพครั้งนี้ จะอยู่ได้ไม่นาน ความหวาดระแวงในใจบรรดานายพลทหารต่อกระแส ความนิยมในตัวเธอ และความหวาดระแวงในใจกลุ่มชาติพันธุ์ที่กลัวว่า เธอจะไม่จริงใจต่อการเรียกร้องสิทธิทางการเมืองอันเท่าเทียมของ กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ  ก้าวย่างสู่อิสรภาพ (อีกครั้ง) ของนางซูจีจึงเต็มไปด้วยภาระอันหนักอึ้ง เธอจะค่อยๆ ก้าวเดินบนหนทางที่เต็มไปด้วยกับระเบิดฝังอยู่ใต้ดินอย่างไรโดยไม่บาดเจ็บหรือเอาชีวิตรอดไปสู่จุดหมายปลายทางที่ตั้งใจให้ได้
หลังการปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี บรรดาสื่อมวลชนต่างพุ่งประเด็นคำถามไปที่บทบาททางการเมืองของเธอซึ่งดูเหมือนจะถูกวางกับดักไว้หมดทุกทางจนไม่รู้จะหาช่องทางหนีรอดไปได้อย่างไร และหาก หนีรอดไปแล้วก็อาจเจอกับระเบิดที่ฝังอยู่ใต้ดินรออยู่มากมาย ดังนั้น นางซูจีจึงต้องค่อยๆ มองหาช่องทางผ่านด่านต่างๆ ไปให้ได้อย่างรอบคอบเพื่อให้เธอไม่ได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต หรือถูกกักบริเวณอีกครั้ง
ด่านแรก คือ การยื่นข้อร้องเรียนต่อศาลกรณีถูกสั่งยุบพรรคเอ็นแอลดีโดยรัฐบาลทหารพม่า นางซูจีได้กล่าวถึงประเด็นนี้ในวันที่ 15 พฤศจิกายนเมื่อเธอกลับเข้าไปทำงานที่พรรควันแรกว่า เธอจะหาทางฟื้นฟูพรรคเอ็นแอลดีให้กลับมาทำงานการเมืองได้อีกครั้ง ซึ่งหากพิจารณาจากรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดแล้ว โอกาสที่นางซูจีจะกลับมาเล่นการเมืองไม่มีทางเป็นไปได้ เนื่องจากเธอมีสามีเป็นชาวต่างชาติ ถึงแม้ว่า สามีของเธอจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม หากนางซูจีไม่สามารถลงเล่นการเมืองและเป็นผู้นำพรรคต่อไปได้ คำถามที่ตามมาก็คือ กระแสความนิยมต่อพรรคเอ็นแอลดีจะลดลงหรือไม่ เพราะดูเหมือนประชาชน จะเชื่อมั่นในตัวบุคคลมากกว่าพรรคการเมือง
ด่านที่สอง คือ การรวบรวมข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ผ่านมาและตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใต้การดำเนินงานของพรรคเอ็นแอลดี ซึ่งถึงแม้จะหมดสภาพเป็นพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่ทางพรรคก็ยังคงเดินทางทำงานการเมืองต่อไป โดยเธอกล่าวว่า เธอเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองทั้ง 37 พรรคที่ลงสมัคร เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมายื่นเรื่องร้องเรียนได้ ซึ่งหมายความรวมถึงพรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนโดยทหารด้วยเช่นกัน  คำถามที่ตามมาก็คือ ทางพรรคเอ็นแอลดีจะนำข้อมูลที่ได้รับร้องเรียนไปใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างไร เพราะหากนำข้อมูลดังกล่าวมาคว่ำบาตรการเลือกตั้ง นั่นอาจเป็นสาเหตุให้ผู้นำทหารไม่พอใจและกักขังนางซูจีอีกครั้งในฐานะผู้นำการคว่ำบาตรดังกล่าว
ด่านที่สาม คือ การสร้างความปรองดองระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ต่างๆ โดยเธอได้หยิบยกเรื่องการประชุมปางโหลง 2 เพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์ มองเห็นว่า เธอมิได้ละเลยปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ แต่เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคยเข้าร่วมประชุมปางโหลงครั้งแรกกับนายพลออง ซาน บิดา ของเธอต่างเรียกร้องให้ยึดเอาข้อตกลงในสนธิสัญญาปางโหลงฉบับแรก ซึ่งนั่นหมายความว่า กลุ่มชาติพันธุ์ที่ร่วมลงนาม อาทิ ไทใหญ่ คะยา และคะฉิ่นมีสิทธิแยกประเทศออกมาปกครองตนเอง คำถามที่ตามมา ก็คือ นางซูจีเห็นด้วยกับข้อตกลงดังกล่าวหรือไม่ หากเห็นด้วย นั่นหมายความว่า ดินแดนที่เป็นประเทศพม่าจะถูกแยกออกเป็นหลายประเทศ แต่คำถามที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ นางซูจีจะทำให้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นความจริงได้อย่างไร เพราะนางซูจีเองก็ไม่มีอำนาจในการบริหารประเทศภายใต้ระบอบการปกครองที่เป็นอยู่ และสิ่งที่น่ากลัวก็คือ หากผู้นำทหารมองว่า เธอเห็นด้วยกับการแยกตัวของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เธออาจต้องเผชิญกับจุดจบอันน่าเศร้าเช่นเดียวกับบิดาก็เป็นได้
ด่านที่สี่ คือ การเจรจากับผู้นำทหารพม่า ซึ่งตลอดเวลา 22 ปีที่เธอลงเล่นการเมืองไม่เคยเป็นผลสำเร็จ แม้ว่าจะมีการพูดคุยกับผู้นำระดับสูงของสภาทหารอยู่หลายครั้ง แต่กลับไม่เคยมีผลในทางปฏิบัติเลยสักครั้ง คำถามที่ตามมาก็คือ ในเมื่อผู้นำทหารพม่าดูเหมือนจะเพิกเฉยต่อการเรียกร้องของเธออยู่เช่นเดิม เธอจะมีกลไกอย่างไรที่จะกระตุ้นให้ผู้นำทหารพม่าเปิดประตูสู่การเจรจาอย่างจริงจัง เพราะไม่เช่นนั้น การเมืองพม่าก็คงจะตกอยู่ภายใต้สถานการณ์เช่นเดิมต่อไป คือ การปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแบบทหารทั้งสี่ด่านที่กล่าวมาข้างต้นเปรียบเสมือนสนามรบที่ถูกฝังไว้ด้วยกับระเบิด ซึ่งหากเธอก้าวพลาดไปเพียงนิดเดียวนั่นอาจหมายถึงการสูญเสียชีวิต บาดเจ็บ หรือแม้แต่การถูกกักบริเวณอีกครั้ง แม้ว่าหนทางเหล่านี้จะเต็มไปด้วยกับระเบิดมากมาย แต่ดูเหมือนผู้หญิงแกร่งวัย65 ปีคนนี้ก็ยังคงยืนยันจะก้าวเดินต่อไป
วันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 ณ สนามบินย่างกุ้ง ชายหนุ่ม ลูกครึ่งพม่า - อังกฤษก้าวลงจากเครื่องบินเพื่อเดินทางไปพบมารดาที่ไม่ได้เห็นหน้ามาร่วมสิบปี คิม อริส บุตรชายคนเล็กวัย 33 ปี มองหน้ามารดาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขเช่นเดียวกับตัวเขา แม้ว่าครอบครัวของเขาจะไม่มีวันกลับมาอยู่พร้อมหน้ากันได้อีกตลอดชั่วชีวิต เพราะผู้เป็นบิดาได้ล่วงลับจากโลกนี้ไปแล้วระหว่างที่มารดายังถูกกักบริเวณในบ้านพัก แต่วันนี้ก็เป็นวันที่เขาและมารดามีความสุขที่สุดในรอบสิบปีที่ผ่านมา...