แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด

การเลือกตั้งในพม่า ทางออกที่ช่วยให้ทุกฝ่ายไม่เสียหน้า

โดย สุรพงษ์ ชัยนาม

อาจกล่าวได้ว่า ผลการเลือกตั้งในพม่าเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนเป็นไปตามความคาดหมายจนไม่มีใครรู้สึกตื่นเต้นกับการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบยี่สิบปีสักเท่าไหร่ รัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง ผู้บริหารที่นั่งในสภาดูคุ้นตาจนมองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างรัฐบาลเก่าและใหม่ หลายคนจึงเกิดคำถามว่า เมื่อการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้นำความเปลี่ยนแปลงมาให้ประชาชนพม่าดังคาดหวัง แล้วทำไมประชาคมโลกหรือประเทศตะวันตกจึงยอมรับผลการเลือกตั้งและเพิกเฉยต่อความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งนี้ หรือว่าการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นจะทำหน้าที่เพียงทางออกที่ทำให้ทุกฝ่ายไม่เสียหน้า

"ประชาธิปไตยจัดฉาก" หนังน่าดูกำกับโดยรัฐบาลพม่า


โดย หมอกเต่หว่า
ภาพ Mizzima
หากการเมืองพม่าเป็นหนังเรื่องหนึ่งโดยมีประชาชนเป็นตัวละคร ผู้กำกับและคนเขียนบทก็คงหนีไม่พ้นนายพลตานฉ่วยและคณะรัฐบาลทหาร ที่สามารถจัดฉากและเปลี่ยนแปลงบทบาทของตัวละคร และเรื่องราวตามใจชอบอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการออกกฎหมายเลือกตั้งที่ผ่านมา นอกจากจะไม่ให้ความยุติธรรมแก่พรรคการเมืองที่เลือกข้างประชาธิปไตยแล้ว ยังกีดกันนักโทษการเมืองชาวพม่าและชนกลุ่มน้อยไม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมอีกด้วย ดังนั้น การเลือกตั้งที่รัฐบาลพม่าเตรียมจัดขึ้นจึงเป็นแค่ฉากหนึ่งในหนังพม่าที่มีชื่อเรื่องว่า “ประชาธิปไตยจัดฉาก” โดยมีนานาชาติเป็นผู้ชมเท่านั้นเอง

ยุทธการตามล่าช้างเผือกของผู้นำทหารพม่า

ภาพ Narinjara.com


ช้างเผือกเป็นสัตว์ที่คนในอุษาคเนย์เชื่อกันว่าเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง คุ่บุญบารมี หากใครพบเห็นช้างเผือกในป่าแห่งหนใดก็จับมาถวายหรือมอบให้แก่ผู้ปกครอง

บรรดาทหารพม่าเป็นกลุ่มผู้ปกครองนิยมชมชอบช้างเผือกไม่น้อยหน้ากว่าผู้ปกครองประเทศใด รวมทั้งยังมีความเชื่อว่าช้างเผือกเป็นเสมือนเทพแห่งโชคลาภองค์หนึ่ง โดยเชื่อว่าการได้พบช้างเผือกเป็นนิมิตหมายในการนำประเทศพม่าพ้นภัย รอดพ้นวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่รุมเร้าอยู่ไปได้ ด้วยเหตุนี้เมื่อมีคนมาบอกว่า เห็นช้างเผือกอยู่แห่งหนใดของประเทศพม่า บรรดาท่านนายพลก็จะออกคำสั่งให้ตามล่าหาช้างเผือกทันที

วิกฤติป่าไม้ในพม่า ความขัดแย้งของผลประโยชน์

ภาพ Global Witness


เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา องค์กร global witness องค์กรพัฒนาเอกชนในประเทศอังกฤษ ซึ่งทำงานเน้นเรื่องความเชื่อมโยงของการทำลายทรัพยากรธรรมชาติกับความขัดแย้ง ได้แถลงข่าวเปิดตัวรายงาน "ความขัดแย้งของผลประโยชน์อนาคตอันไม่แน่นอนของป่าไม้ในประเทศพม่า" เวลา 19.00 น. ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย

แรลลี่โรดแมปและปฏิกิริยาสะท้อนกลับ

ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา นายกขิ่น ยุ้นท์ เดินทาง ไปปราศรัยแผนโรดแมป หรือเส้นทางสู่ประชาธิปไตย ๗ ขั้นทั่วประเทศ โดยยังยืนยันเจตนารมณ์เดิมที่ว่า การประชุมสมัชชา แห่งชาติซึ่งเคยล้มเลิกกลางครันเมื่อปี ๒๕๓๙ จะดำเนินต่อไป โดยหากพรรคเอ็น แอล ดี ของนางออง ซาน ซูจี ยังปฏิเสธที่จะเข้าร่วม บรรดาผู้นำทหารก็จะไม่สนใจ และจะเดินหน้าต่อไป

เหลียวหลังแลหน้ามองศิลปะในพม่า


ศิลปะเป็นสุนทรียภาพอย่างหนึ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อสนองตอบและสะท้อนความรู้สึกนึกคิดเบื้องลึกในจิตใจแต่ละคนในแต่ละยุคแต่ละสมัย งานศิลปะจึงเป็นเครื่องชี้วัดอย่างหนึ่งว่ามนุษย์ในสังคมนั้น ๆ มีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร ขณะเดียวกันงานศิลปะก็เป็นเครื่องชี้วัดอย่างหนึ่งว่า สังคมแต่ละแห่งคิดอย่างไรกับงานศิลปะในสังคมของตน งานศิลปะในพม่าก็ไม่แตกต่างกัน

เจาะลึกปัญหายาเสพติดในพม่า

โดย ศูนย์ข่าวสาละวิน

ปัญหายาเสพติดในพม่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยมา โดยตลอด แม้ว่าประเทศไทยจะประกาศสงครามยาเสพติดอย่างจริงจัง จนทำให้ผู้ค้ายาเสพติดลดลง แต่ปัญหาต้นตอของยาเสพติด ซึ่งอยู่ใน เขตประเทศพม่าก็ยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่แก้ได้ยาก เนื่องจากกระบวนการ ค้ายาเสพติดในพม่ามีความซับซ้อนและดำเนินมาเป็นเวลานานกว่าครึ่งศตวรรษ

การประชุมสมัชชาแห่งชาติ เหล้าเก่าในขวดใหม่

นับตั้งแต่รัฐบาลทหารประกาศว่าจะมีการจัดประชุมสมัชชา แห่งชาติครั้งใหม่ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 นี้ ทั่วโลก ก็เฝ้าจับตามองความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพม่าด้วยความหวัง มาโดยตลอด แต่ทว่า หลังจากพลโทเทียน เส่ง ประธาน การประชุมสมัชชาแห่งชาติ ประกาศในหนังสือพิมพ์ นิวไลท์ออฟเมียนมาร์ เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมาว่า การประชุมครั้งนี้จะยึดวัตถุประสงค์การประชุมเดิมทั้ง 6 ข้อ รวมถึงแนวทางการประชุมต่าง ๆ เหมือนเมื่อครั้งการประชุมเมื่อปี 2539 ความหวังที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงในพม่าก็ดูเหมือน จะริบรี่ลงทุกที เพราะหากการประชุมยังยึดหลักการเดิม ซึ่ง ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ การประชุมครั้งนี้ก็คงจะ เข้าทำนองสำนวนไทย “เหล้าเก่าในขวดใหม่” คือ สถานที่และ กาลเวลาใหม่ แต่เนื้อหาเก่าเหมือนเดิม

ยุทธการตัดอาหาร ความรุนแรงที่มองไม่เห็น

โดย เอกภพ ดัสต์


"พม่าเป็นดินแดนที่มีรายงานว่ารัฐบาลทหารละเมิดสิทธิ มนุษยชนประชาชนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ไม่ว่าจะเป็นการบังคับชาวบ้านเป็นแรงงานทาส การสั่งอพยพโยกย้าย หรือ เผาหมู่บ้านที่ต้องสงสัยว่าสนับสนุนกองทัพชนกลุ่มน้อย รวมถึงการกดขี่รูปแบบต่างๆ ที่ผลักไสให้คนนับล้านต้องพลัดถิ่นฐาน ทว่า รายงานเหล่านั้นมักไม่ชี้ให้เห็นสภาพการถูกละเมิดสิทธิต่ออาหาร ซึ่งเป็นเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ และจัดเป็นปัญหาที่กระทบต่อความมั่นคงในชีวิตอย่างรุนแรง"

ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ของคนไร้สัญชาติ

โดย ธันวา สิริเมธี
ภาพ โดย Ben Mattias

มีคำกล่าวว่า “ชีวิตคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้” คนหลายคนได้พิสูจน์ให้เห็นความจริงข้อนี้ แต่ทว่า สำหรับคนบางคน  ที่เกิดมา “ไร้สัญชาติ” คำกล่าวนี้ยากที่จะเป็นความจริง...

เรื่องของคนไม่มีสิทธิ

ธารารัตน์ แซ่ไช่ เกิดที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นบุตรสาวของชาวจีนซึ่งหนีภัยสงครามเข้าไปอยู่ในประเทศพม่า และต่อมาหนีภัยสงครามจากประเทศพม่าเข้ามายังประเทศไทย ธารารัตน์เข้าเรียนชั้นประถมและมัธยมในอำเภอแม่สอด ผลการเรียนอยู่ในระดับดีมาก จนเธอได้รับเกียรติบัตรผลการเรียน ดีเด่นติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี รวมทั้งยังได้รับรางวัลนักเรียน ดีเด่นของโรงเรียน

ทุ่งสังหารในรัฐฉาน

แปลจากเรื่อง The killing field in Shan State
โดย Inter Pares


บทนำ
ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2004 เจ้าหน้าที่จาก Inter Pares* จำนวนหนึ่งได้เดินทางไปเข้ายังพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยภูเขาสูงตามแนวชายแดนไทย-พม่า เพื่อพูดคุยกับผู้ลี้ภัยที่อพยพมาจากรัฐฉาน ประเทศพม่า และต่อไปนี้คือการรายงานการเดินทางของพวกเขา

โบกมือลาหน่วยข่าวกรองพม่า ล้างบางสายใยอำนาจขิ่น ยุ้นต์

โดย ธันวา สิริเมธี

อาจกล่าวได้ว่า การเปลี่ยนตัวนายกพม่าคนใหม่แทนพลเอกขิ่น ยุ้นต์ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา ตามด้วยคำสั่งยกเลิกหน่วยข่าวกรองซึ่งเคยอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของพลเอกท่านนี้มาตลอดเวลา 20 ปี นับเป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาไม่ใช่น้อย  เพราะหน่วยข่าวกรองภายใต้การนำของพลเอกขิ่น ยุ้นต์ ไม่ได้มีบทบาทเป็นแค่หน่วยงานเล็ก ๆ หน่วยงานหนึ่ง  แต่มีทั้งอำนาจ ยศ ตำแหน่งสูงเทียบเท่ากับหนึ่งเหล่าทัพ  จนเรียกได้ว่า ประเทศพม่ามี 4 เหล่าทัพ คือ ทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ และทัพข่าวกรอง    การปลดพลเอกขิ่น ยุ้นต์พร้อมกับยกเลิกหน่วยข่าวกรองที่เขาเป็นผู้วางรากฐานมาตลอดเวลา 20 ปีจึงเรียกได้ว่าเป็นการล้างบางสายใยอำนาจของพลเอกขิ่น ยุ้นต์ชนิดถอนรากถอนโคนกันเลยทีเดียว

ฤาอคติของพวกเราจะไร้ขอบเขต *

โดย สนิทสุดา เอกชัย

คนเราไม่ว่าจะเกิดมามีผิวสีอะไร แต่ท้ายที่สุดเมื่อร่างกายถึงคราวที่จะต้องย่อยสลายลง ก็ล้วนแล้วแต่มีสภาพที่แทบไม่แตกต่างกัน นี่คือสิ่งที่ร่างไร้วิญญาณที่เรียงรายอยู่ในวัดย่านยาวกำลังบอกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ในตอนนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เหตุใดจึงยังถกเถียงกันถึงเรื่องเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกันอยู่?

ไม่ว่าจะยากดีมีจน ความรู้สึกของคนเราที่เกิดขึ้นเมื่อสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปนั้นไม่ต่างกัน และในเมื่อเราต่างคนก็เหมือนกันแล้ว ผู้ที่ประสบภัยจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มที่ภาคใต้เมื่อวันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมาทุกคนไม่สมควรได้รับการช่วยเหลือที่เท่าเทียมกันอย่างนั้นหรือ ?

เสียงเพรียกที่ไม่ได้ยิน

โดย ธันวา สิริเมธี



อาจกล่าวได้ว่า ในบรรดากลุ่มผู้ประสบภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิครั้งนี้ ประชาชนชาวพม่า เป็นกลุ่มคนที่เผชิญความสูญเสีย ทั้งบุคคลอันเป็นที่รัก และทรัพย์สิน ไม่น้อยไปกว่าชนชาติอื่นๆ ที่ประสบภัยในภูมิภาคนี้ แต่ทว่า เสียงคร่ำครวญร่ำไห้ของผู้ประสบภัยเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศพม่าบ้านเกิด หรือผู้เป็นแรงงานอพยพในประเทศไทยกลับแผ่วเบาจนแทบไม่มีใครได้ยิน

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ความเงียบดังกล่าวเกิดจากความสงบสุขอย่างแท้จริง หรือเกิดจากการถูกปกปิดไม่ให้เสียงเหล่านั้นเล็ดลอดออกมา เพราะคนพม่า ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศของตนเอง หรือประเทศไทยล้วนไม่มีโอกาสได้บอกเล่าเรื่องราวของตนเองสู่โลกภายนอกอย่างเสรี ชะตากรรมคนพม่าจากคลื่นยักษ์สึนามิ จึงเป็นแค่เพียงเสียงเพรียกที่ไม่มีใครได้ยิน

บทเพลงไทยใหญ่เหนือเส้นพรมแดน

โดย ธันวา สิริเมธี


อาจกล่าวได้ว่า บทเพลงเป็นสื่อที่สามารถสร้างชุมชนในจินตนาการระหว่างกลุ่มผู้ฟังที่อยู่ต่างพื้นที่และต่างยุคสมัยให้เป็นหนึ่งเดียวได้ นอกจากนี้ บทเพลงยังสามารถเดินทางข้ามพรมแดนรัฐชาติซึ่งมีระบบการปกครองที่แตกต่าง และสามารถหลบหลีกการควบคุมของอำนาจรัฐเผด็จการได้เป็นอย่างดี เพราะบทเพลงสามารถนำมาซุกซ่อนอยู่ในความทรงจำของคนฟังที่ชื่นชอบบทเพลงนั้น ๆ และถ่ายทอดสู่บุคคลอื่นผ่านการร้องและเล่นดนตรีซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่เลือกสถานที่และเวลา คนฟังบางคนอาจไม่เคยได้ยินเพลงต้นฉบับจากม้วนเทปของจริง แต่ก็สามารถร้องบทเพลงที่มีเนื้อหาเดียวกันได้ การฟังหรือร้องบทเพลงเดียวกันของคนที่อยู่ต่างพื้นที่และกาลเวลาทำให้เกิดสำนึกร่วมกันของคนเหล่านี้ผ่านบทเพลง บทเพลงจึงก่อให้เกิดชุมชนในจินตนาการของผู้ฟังที่ฟังเพลงเดียวกัน ชุมชนนี้ครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างไกลไปกว่าพรมแดนรัฐชาติและซ้อนทับอยู่เหนือชุมชนที่มีอยู่จริงบนเส้นบนแผนที่ภูมิศาสตร์

บทเพลงของชาวไทยใหญ่ ชนชาติซึ่งอาศัยอยู่ในดินแดนรอยต่อของประเทศพม่า จีน และไทย เป็นภาพสะท้อนที่เห็นได้ชัดของการสร้างชุมชนในจินตนาการที่อยู่เหนือกาลเวลาและเส้นพรมแดน

ย้อนรอยประวัติศาสตร์คนกะเหรี่ยงบนเส้นพรมแดนตะวันตก

โดย  Ronald D. Renard

ผมเป็นชาวอเมริกันซึ่งเริ่มต้นสนใจเรื่องราวของคนกะเหรี่ยงตั้งแต่เมื่อ 35 ปีที่ผ่านมา ผมรับรู้เรื่องราวของคน กะเหรี่ยงครั้งแรกจากหนังสือนำเที่ยวเมื่อครั้งมาสอนหนังสือที่เมืองไทยระหว่างปี พ.ศ. 2513 - 2515 หลังจากนั้นได้กลับไปเรียนต่อปริญญาเอกทางด้านประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮาวายประเทศสหรัฐอเมริกาและทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-กะเหรี่ยง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความสนใจ ในประวัติศาสตร์ของคนกะเหรี่ยงอย่างจริงจังของผมมาจนถึงวันนี้

โรงรับจำนำ : ทุคติอันดับที่สี่ของชาวพม่า

โดย วิรัช นิยมธรรม/ศูนย์พม่าศึกษา

ชาวพม่ากล่าวว่าสถานที่ที่ไม่เป็นมงคลต่อชีวิตและถือเป็นทางแห่งทุคติมี 3 แห่ง คือ โรงพยาบาล ศาล และสุสาน ดังนั้นหากเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆชาวพม่าจึงมักจะพยายามพึ่งพาตนเองด้วยการรักษาแบบพื้นบ้าน หากมีเรื่องคดีความก็ต้องวิ่งเต้นเพื่อไม่ให้เรื่องถึงโรงถึงศาล และสุสานคือแดนของเหล่าวิญญาณที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ ปัจจุบันยังมีอีกสถานที่หนึ่งที่ชาวพม่าไม่อยากเข้าไปข้องแวะเช่นกัน สถานที่นั้นคือโรงรับจำนำ ทุตข่องได้เขียนไว้ในวารสารเมียนมาธนะ ฉบับประจำเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1997 ว่าโรงรับจำนำเป็นทุคติที่ 4 ของชาวพม่าถือเป็นปรอทตัวใหม่ที่ใช้วัดความตกต่ำของชีวิต

เด็กกำพร้าและหมู่บ้านคนทุกข์บนดอยไตแลง

โดย ธันวา สิริเมธี


บนดอยสูงรอยต่อระหว่างรัฐฉาน ประเทศพม่ากับอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน จ๋ามเฮือง(นามสมมติ) เด็กหญิงร่างผอมแกร็นวัย 8 ขวบกำลังเล่นสนุกกับเพื่อนวัยเดียวกัน รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะของเธอทำให้พ่อแม่เริ่มมีความหวังมากขึ้นว่า อีกไม่นานลูกสาวคนโตจะลืมเลือนเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับเรือนร่างของเธอเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาไปได้ และเติบโตเรียนหนังสืออยู่บนดอยสูงแห่งนี้โดยไม่ต้องหวาดผวาว่าทหารพม่าจะมาย่ำยีเรือนรางของเธออีกต่อไป

กวีคีตการ “ออง ซาน ซูจี: หกสิบปีแห่งตะวันหลังก้อนเมฆ

ณ ภัทร

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมงานฉลองครบรอบวันเกิด 60 ปี ของนางอองซาน ซูจี ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งการจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีของการอยู่ร่วมกันของคนไทยและพม่าในมิติอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการเมืองระหว่างรัฐ อันเป็นเจตนารมณ์ของนางอองซาน ซูจี ที่ส่งสารวอนผ่านมาสู่สังคมไทย ให้เข้าใจสถานการณ์และชะตากรรมของผู้อพยพจากประเทศพม่า ลบล้างอคติทางชาติพันธุ์และร่วมกันสร้างความเข้าใจใหม่ในมิติความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้าน

แบกเป้เที่ยวเมืองพม่า ความงดวามหลังม่านน้ำตา

โดย ธันวา สิริเมธี

ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย หมอกสีขาวค่อยๆ ลอยเข้ามาขโมยพระธาตุอินทร์แขวนสีทองเรืองรองไปจากสายตาทีละน้อย เมื่อสายฝนหยุดพักผ่อน สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่รัฐมอญจึงค่อย ๆ กลับคืนสู่สายตาอีกครั้ง เรานั่งมองความงามของก้อนหินมหัศจรรย์ที่ตั้งหมิ่นเหม่บนหน้าผานิ่งนานเป็นครั้งสุดท้ายก่อนก้มลงกราบลาเพื่อออกเดินทางท่องเที่ยวชมความงามของดินแดนพม่าต่อไป

ระหว่างเดินลงเขา เรามีลูกหาบตัวจิ๋ว 3 คนช่วยแบกเป้เดินทางอันหนักอึ้ง เด็กชายทั้งสามอายุเพียง 11 ปี คนหนึ่งออกจากโรงเรียนตั้งแต่ชั้นประถม 3 เพราะพ่อแม่ไม่มีเงินส่งเสีย อีกสองคนเรียนอยู่ชั้นประถม 3 และประถม 6 แม้ว่าทั้งสองจะอายุเท่ากัน แต่เรียนต่างชั้นเพราะคนหนึ่งต้องออกจากโรงเรียนไปช่วยพ่อแม่เก็บเงินชั่วคราว เมื่อพร้อมจึงกลับมาเรียนต่อ ส่วนอีกคนหนึ่งโชคดีกว่าที่พ่อแม่ของพวกเขาเก็บเงินได้ทันทุกปี ส่วนหนึ่งของเงินนั้นมาจากน้ำพักน้ำแรงของเขาด้วยเช่นกัน