แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คะฉิ่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คะฉิ่น แสดงบทความทั้งหมด

เยือนเทศกาลมะหน่าว ก่อนจะเหลือเพียงความทรงจำ

โดย โม๋หอม

ซากุระทาวเวอร์ ย่างกุ้ง ประเทศพม่า
ธนบัตรใบละ 100 ดอลลาร์ จำนวน 3 ฉบับ เทียบเท่าเงินไทยมูลค่าเหยียบหมื่นถูกหยิบยื่น เพื่อแลกกับตั๋วโดยสารเครื่องบินเที่ยวเดียว 2 ที่นั่ง จากย่างกุ้งไปยังมิตจีนา เมืองหลวงของรัฐคะฉิ่น เพื่อร่วมงานเทศกาลเต้นมะหน่าว งานเต้นรำประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวคะฉิ่น แม้สนนราคา จะค่อนข้างแพง และต้องใช้เวลาจองล่วงหน้านานนับเดือน แต่ด้วยข่าวลือที่หนาหูในกลุ่มเพื่อน คะฉิ่นว่า ปีนี้อาจจะจัดขึ้นเป็นปีสุดท้าย ซึ่งได้เริ่มขึ้นแล้วในขณะนี้และจะสิ้นสุดลงในอีก 2 วัน ข้างหน้า หากเดินทางด้วยวิธีอื่นอาจสายเกินไป จึงทำให้เรากัดฟันจ่ายเงินค่าตั๋วเครื่องบินที่ ราคาแพงกว่าบินไปกลับกรุงเทพฯ-ฮ่องกงเพื่อไม่ให้พลาดงานนี้

ลมหายใจรวยระริน บนต้นน้ำอิระวดี

โดย ซอว์ง อู

มิตจีนา เมืองหลวงของรัฐคะฉิ่น ประเทศพม่า
รถแวนสีขาวพาเราออกนอกเมืองมิตจีนามุ่งหน้าขึ้นไปทางทิศเหนือบนถนนคอนกรีตผิวเรียบ ซึ่งคนนำทางชาวเมืองมิตจีนากระซิบบอกด้วยความภูมิใจว่าเป็นผลงานของกองกำลังคะฉิ่นได้สร้างไว้ไม่ใช่รัฐบาลพม่า ถนนจึงมีสภาพดีกว่าในเมืองใหญ่ๆ อย่างย่างกุ้งเสียอีก แต่ชื่นชมได้ไม่นานนัก ถนนก็เริ่มแคบและขรุขระลงเรื่อยๆ ก่อนจะกลายเป็นทางดินคดเคี้ยว รถสองแถวที่แล่นสวนมาหอบเอาฝุ่นหนาเตอะที่กองอยู่บนผิวดินฟุ้งกระจายจนแทบมองไม่เห็นทางข้างหน้า

สองชั่วโมงผ่านไป เมื่อฝุ่นเริ่มจางลง สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า คือ ภาพของแม่น้ำสองสายที่ชื่อ “เมขะ” และ “มาลิขะ” สะท้อนแสงแดดระยิบระยับและไหลมาบรรจบกันโดยมีภูเขาเตี้ยๆ สีเขียวครึ้มเป็นฉากหลัง

“มิตซง” คือชื่อที่สถานที่แห่งนี้ถูกเรียกขาน ซึ่งมีความหมายว่า “สบน้ำ” และที่นี่เองคือจุดเริ่มต้นของแม่น้ำอิระวดีอันเลื่องชื่อเรื่องความสวยงามและความอุดมสมบูรณ์ หล่อเลี้ยงผู้คนในพม่ามาช้านาน หากอิระวดีเป็นสายเลือดใหญ่ มิตซงก็คือหัวใจที่มีความสำคัญต่อผู้คนบนผืนแผ่นดินนี้ โดยเฉพาะคนต้นน้ำอย่างชาวคะฉิ่น*

Pluss Three บอยแปนด์คะฉิ่น กับก้าวใหม่แห่งวงการป๊อปพม่า

โดย จรัส แสง


ปี 2544 ท่ามกลางความหยุดนิ่งของวงการเพลงป๊อป พม่าที่ไม่พัฒนาไปจาก 30 ปีก่อนมากนักสามหนุ่มจากรัฐคะฉิ่น ในนาม พลัสทรี สร้างปรากฏการณ์ความนิยมด้วยการแหกสูตร ความสำเร็จของนักร้องชนเผ่ารุ่นพี่ ๆ ที่มักนำเพลงเก่ามาร้องใหม่ หรือดัดแปลงเนื้อเพลงจากเพลงฮิตในต่างประเทศ และใช้ภาษาพม่า ที่ช่วยขยายกลุ่มผู้ฟัง แต่พลัสทรีเรียบเรียงทำนองเพลงของพวกเขา ขึ้นใหม่ทั้งหมด และทุกเพลงล้วนเป็นภาษาคะฉิ่น

จากรัฐคะฉิ่นสู่ถิ่นเชียงดาว : การรื้อฟื้นวัฒนธรรมชาวคะฉิ่นในเมืองไทย

โดย สุจิรา ปานจนะ



บนเส้นทางเชียงใหม่-ฝาง จุดหมายปลายทางของคน ส่วนใหญ่คือการได้ไปสัมผัสอากาศหนาวบนยอดดอยสูง ชื่นชม กับดอกไม้สีสันสวยงามที่ผลิบานรับฤดูหนาว ณ ดอยอ่างขาง แต่จะมีใครสังเกตบ้างไหมว่า เส้นทางเมืองงาย-เมืองนะที่แยกจาก ถนนสายหลักก่อนจะถึงดอยอ่างข่างนั้นมีหมู่บ้านของชาวคะฉิ่น (หรือกะฉิ่น)ตั้งอยู่ ซึ่งคนไทยน้อยคนนักจะรู้จักเรื่องราวของ พวกเขา

เทศกาล "เต้นมะเนา" ของชาวคะฉิ่น

โดย Myutsaw Shayi*

ฉันเป็นสาวชาวคะฉิ่น เกิดที่เมืองมิตจินา เมืองหลวงของรัฐคะฉิ่น ซึ่งเป็นดินแดนเหนือสุดของประเทศพม่า เมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอิรวดี แม่น้ำที่ยาวและงดงามที่สุดของประเทศพม่า ชาวคะฉิ่นเป็นหนึ่งในแปดกลุ่มชาติพันธุ์หลักของพม่า พวกเรา ส่วนมากอาศัยอยู่ในรัฐคะฉิ่นและรัฐฉาน ชาวคะฉิ่นยังมีกลุ่มย่อยอีก ได้แก่ จิ่งเผาะ ราวัง ลีซู อาซิ ลาชี และมารู ซึ่งแต่ละกลุ่มมีภาษาพูดเป็นของตนเอง

ตอนนี้ฉันมาอยู่ที่เชียงใหม่ได้ประมาณ 2 เดือน ฉันได้พบชาวคะฉิ่นมากมายที่นี่ วันหนึ่งเพื่อนชวนฉันไปเที่ยวงาน “เต้นมะเนา” ทำให้ฉันนึกย้อนไปถึงความทรงจำอันไม่อาจลืมเลือนในวัยเยาว์ที่ฉันเคยเข้าร่วมงานเต้นมะเนาที่หมู่บ้านในเมืองมิตจินา แม้เวลาจะล่วงผ่านมานานกว่า 25 ปีแล้ว แต่มันก็ยังคงแจ่มชัดในความทรงจำของฉันในวันนี้

ฉัดจัม ข้าวยำคะฉิ่น

ชาวคะฉิ่นในสมัยก่อน หากใครต้องการสร้างบ้านหรือเก็บเกี่ยวพืชผลที่ต้องใช้คนจำนวนมาก ชาวบ้านก็จะมาช่วยกันโดยไม่มีการจ่ายเงิน แต่จะตอบแทนน้ำใจผู้ที่มาช่วยด้วยการลงแรงช่วยเหลืองานในครั้งต่อไป คล้ายกับการลงแขกของไทยนั่นเอง ซึ่งในวันดังกล่าว ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าของบ้านหรือเจ้าของไร่นาที่จะต้องคอยเตรียมน้ำท่าข้าวปลาอาหารไว้ให้เพื่อนบ้านที่มาช่วยงาน และอาหารอย่างหนึ่งที่นิยมนำมาเลี้ยงก็คือ “ฉัดจัม” หรือ “ข้าวยำ” แบบคะฉิ่นนั่นเอง

ฝันที่ไม่เคยเปลี่ยนของเชอร์รี่ แสง อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งชาวคะฉิ่น

บนเส้นทางจากดอยสูงดินแดนเหนือสุดของประเทศพม่ามุ่งหน้าสู่ชายแดนไทย หญิงสาวชาวคะฉิ่นวัย 21 ปี กำลังนั่งอยู่บนหลังม้า ท่ามกลางขบวนคาราวานทหารชายหญิงคะฉิ่นร่วม 250 คน ในใจนึกฝันถึงการเดินทางมาแสวงหาความรู้จากเมืองไทยเพื่อกลับไปพัฒนาบ้านเกิดเฉกเช่นหนุ่มสาวที่ร่วมขบวนมาด้วยกัน ทว่า หลังจากรอนแรมมานานนับเดือน สิ่งที่รอเธอ ณ จุดหมายปลายทาง กลับไม่ใช่การศึกษาเล่าเรียน หากเป็นตำแหน่ง “สตรีหมายเลขหนึ่งแห่งกองทัพคะฉิ่น” ซึ่งเธอปฏิเสธไม่ได้