แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กะเหรี่ยง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กะเหรี่ยง แสดงบทความทั้งหมด

แม่หลวงของชาวกะเหรี่ยง ผู้หญิงแถวหน้าของคนชายขอบ

โดย  ฐิรติ  วสุนธรา

หน้าจอทีวีในช่วงค่ำของวันที่ 8 มีนาคม 2553  กิจกรรมวันสตรีสากล จัดเป็นประเด็นเด่นประจำวัน โดยเฉพาะการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่ ผู้หญิงจากทั่วประเทศที่ทำความดีในด้านต่างๆ ทว่า ณ แผ่นดินรัฐกะเหรี่ยง  และรัฐมอญ ยังมีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งอาสาเสี่ยงชีวิตเสียสละตัวเองเพื่อปกป้อง ชุมชน ทั้งที่รู้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับทหารพม่าที่ขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุด ในขณะที่ผู้ชายหลายคนกลับปฏิเสธและวิ่งหนี

เตอหน่า - ทา เสียงขับกล่อมขุนเขาของชาวกะเหรี่ยง



พม่าเป็นประเทศที่มีป่าเขาทอดตัวสลับซับซ้อน สายธารคดเคี้ยว แม่น้ำขวางกั้น ก่อเกิดเส้นเขตแดนเป็นรัฐ และชนเผ่าน้อยใหญ่ต่างๆ อย่างหลากหลาย แบ่งตามรัฐใหญ่ๆ ที่เราคุ้นหูกัน คือ รัฐฉาน รัฐกะเหรี่ยง รัฐคะฉิ่น รัฐมอญ รัฐยะไข่ เป็นต้น ความหลากหลายทางด้านภูมิศาสตร์ส่งผลให้วัฒนธรรม ประเพณี การดำรงอยู่ แม้กระทั่งภาษาพูด การละเล่นดนตรีก็มีความหลากหลายเป็นร้อยเป็นพัน สอดคล้องไปตามพื้นที่นั้นๆ

บทความนี้ขอนำเสนอเรื่องราวของเสียงดนตรี เสียงแห่งความสนุกสนาน เสียงแห่งตำนานสืบสานกันมา เสียงแห่งรัฐกะเหรี่ยงผ่านเครื่องดนตรี ซึ่งมีสองลักษณะ คือ “เตหน่า กับ ทา”

รอวันรักไร้จุดผ่านแดน

ลองจินตนาการดูว่า ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เดินทางมาจากประเทศพม่า เคยอาศัยอยู่ภายใต้อำนาจของผู้กดขี่ข่มเหง ไร้ซึ่งอิสรภาพ ต้องมีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัวทหารพม่าอยู่ตลอดเวลาแล้วสุดท้าย คุณก็ถูกบีบให้ต้องระหกระเหินเร่ร่อนหนีออกจากแผ่นดินเกิดของตน เพื่อหาสถานที่หลบลี้หนีภัยในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งไม่ได้ชื่นชมยินดีกับการเดินทางมาของคุณแต่อย่างใด พวกเขามักจะเรียกคุณว่า "คนต่างด้าว" และปฏิบัติต่อคุณด้วยกิริยาดูถูก คุณจะรู้สึกอย่างไรบ้างที่ต้องเจอสถานการณเช่นนี้

ฉันเขียนแบบนี้ก็เพราะอยากให้คุณได้รับรู้ความรู้สึกของฉันแม้เพียงเสี้ยวหนึ่งก็คงจะดี

เปิดใจนายพลโบเมียะหลังการเจรจาหยุดยิง

นักข่าวมิซซิมา สัมภาษณ์นายพลโบเมียะ รองประธาน สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เค เอ็น ยู) ถึงนโยบายในอนาคตของเค เอ็น ยู และผลการหารือเพื่อตกลงหยุดยิงกับ รัฐบาลทหารพม่า

การสัมภาษณ์มีขึ้นที่ชายแดนไทย-พม่า โดยมีผู้นำอาวุโสคนอื่นๆของเค เอ็นยู ร่วมอยู่ในวงสนทนาด้วย ได้แก่ ปะโด เดวิด ทอ ผู้นำกรรมการฝ่าย กิจการต่างประเทศของเค เอ็น ยู และ ปะโด กวยทู ประธานเขตมะริด-ทวาย ซึ่งทั้งสองได้ร่วมเจรจาสันติภาพกับ รัฐบาลทหารพม่าในครั้งที่เพิ่งผ่านมานี้เช่นกัน

ชีวิต ความหวัง และความใฝ่ฝันของผู้ต้องขัง (2)

โดย สีฟ้า

เมื่อสมัยที่ผมยังอยู่ในประเทศพม่า ผมมีชื่อว่า ซอหล่อยมู ผมเป็นคนเชื้อชาติกะเหรี่ยง(กลุ่มสะกอ) ซอ หมายถึง นาย หล่อย หมายถึง สี มู หมายถึง ฟ้า ดังนั้น “สีฟ้า” คือความหมายของชื่อผม ผมเกิดที่เมืองหล่อยก่อ ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของชนชาติกะยาคือกะเหรี่ยงแดงนั่นเอง ผมเกิดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2501 จากครอบครัวคริสเตียนและเป็นคนที่ 4 จากพี่น้อง 6 คน ถึงจะไม่ร่ำรวยแต่ระดับชีวิตปานกลางของครอบครัวของผมพออยู่พอกินและมีความอบอุ่น คุณพ่อคุณแม่เป็นผู้รักเสียงเพลง ดังนั้น ในบ้านมีเครื่องดนตรีหลายชนิดและพี่ชายคนโตได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้ากลุ่มนักร้องประจำของคริสจักร ในเมืองที่เราอยู่ ผมถูกบังคับให้ฝึกร้องเพลงฝรั่งตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบและได้ขึ้นบนเวทีท่ามกลางผู้คนมากมายซึ่งสมัยนั้นไม่เคยมีเด็ก ๆ คนไหนกล้าเหมือนผมเลย เพราะฉะนั้นได้ฉายาว่า Tha Tha(om; om;)แปลว่าลูกชาย พออายุได้ 10 ขวบ คุณแม่ก็สอนกีตาร์ให้ผมขั้นพื้นฐานแค่เล่นเพลงง่าย ๆ ได้

ย้อนรอยประวัติศาสตร์คนกะเหรี่ยงบนเส้นพรมแดนตะวันตก

โดย  Ronald D. Renard

ผมเป็นชาวอเมริกันซึ่งเริ่มต้นสนใจเรื่องราวของคนกะเหรี่ยงตั้งแต่เมื่อ 35 ปีที่ผ่านมา ผมรับรู้เรื่องราวของคน กะเหรี่ยงครั้งแรกจากหนังสือนำเที่ยวเมื่อครั้งมาสอนหนังสือที่เมืองไทยระหว่างปี พ.ศ. 2513 - 2515 หลังจากนั้นได้กลับไปเรียนต่อปริญญาเอกทางด้านประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮาวายประเทศสหรัฐอเมริกาและทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-กะเหรี่ยง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความสนใจ ในประวัติศาสตร์ของคนกะเหรี่ยงอย่างจริงจังของผมมาจนถึงวันนี้

ฤาความเมตตาจะมีเส้นพรมแดน

โดย ธันวา สิริเมธี

อาจกล่าวได้ว่าข่าวการทารุณกรรมแรงงานต่างด้าวชาวกะเหรี่ยงสัญชาติพม่าบนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หลายฉบับในเช้าวันที่ 29 เมษายน 2548 เป็นข่าวที่กระทบกระเทือนจิตใจของคนที่ได้รับรู้เป็นอย่างมาก และก่อให้เกิดคำถามสำคัญต่อสังคมไทยเช่นกันว่า เพราะเหตุใดนายจ้างไทยจึงใช้ความรุนแรงต่อแรงงานต่างด้าวราวกับคนไร้หัวใจ การกระทำดังกล่าวเกิดจากความโหดร้ายโดยนิสัยส่วนตัว หรือเป็นความโหดร้ายที่มีปัจจัยอื่นซ่อนอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะปัจจัยเรื่อง “สัญชาติ” หรือ “เส้นพรมแดน” ที่คอยสกัดกั้นความเมตตาของเราไม่ให้ก้าวข้ามไป หากเป็นเช่นนั้นจริง เราควรจะทำอย่างไรที่จะกำจัดความรุนแรงดังกล่าวไม่ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอีกต่อไป

ชีวิตบนเส้นด้าย บนแผ่นดินสงครามรัฐกะเหรี่ยง

เรื่อง/ภาพ : อาทิตย์ ธาราคำ
โครงการแม่น้ำเพื่อชีวิต www.searin.org


ดวงตะวันอับแสงขมุกขมัวที่ปลายดอยริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน  ระรอกคลื่นของแม่น้ำกระเพื่อมไหวเมื่อเรือหางยาวลำใหญ่ เหหัวเรือเข้าจอดเทียบที่ริมหาดทราย ผู้โดยสารกว่า  70 คนท่าทางอิดโรยทยอยเดินขึ้นจากเรือ แบกสัมภาระเดินเร่งฝีเท้าตามผู้นำทาง ลัดเลาะลำห้วยเข้าสู่หุบเขาเล็กๆ ก่อนแสงสุดท้ายวันจะสิ้นไป

บนที่ราบแคบๆ ริมลำห้วย ในเขตจังหวัดมือตรอว์ บน แผ่นดิน “กอซูเล” หรือรัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า ไม่ไกลจากชายแดนจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพิงพักชั่วคราวนับร้อยหลังถูกสร้างขึ้น เพื่อเป็นที่พักพิงสำหรับชาวบ้านกะเหรี่ยงกว่า 800 คน ผู้หนีภัยความตายจากการรุกรานของกองทัพพม่า มาพักพิงอยู่ใน “พื้นที่ปลอดภัย” ภายใต้การคุ้มครองดูแลของกองกำลังสหชนชาติกะเหรี่ยง หรือเคเอ็นยู (Karen National Union)

แม่ตาวคลินิก แสงสว่างในความมืดบนชายแดนตะวันตก

โดย ธันวา สิริเมธี



เด็กชายโมเช่อายุ 12 ปี เกิดที่เมืองพะอัน จังหวัดเมียวดี ประเทศพม่า เริ่มป่วยเป็นโรคหัวใจรูมาติค ตั้งแต่อายุ 7 ปี ทำให้เขาไม่สามารถวิ่งเล่นได้เหมือนเด็กทั่วไป แม่เคยพาไปพบหมอที่โรงพยาบาลในกรุงย่างกุ้ง หมอบอกว่าเขาจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดให้เร็วที่สุดก่อนที่อาการจะหนักจนลิ้นหัวใจตีบแคบลงและเสียชีวิตในที่สุด

เนื่องจากครอบครัวของเด็กชายมีฐานะยากจนเช่นเดียวกับประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศพม่า ลำพังรายได้กับค่าใช้จ่ายประจำวันยังแทบไม่เพียงพอ โอกาสเก็บเงินค่าผ่าตัดลูกชายเป็นเพียงความฝันที่ไกลเกินเอื้อม ผู้เป็นแม่จึงต้องทนเฝ้าดูลูกชายเดินเข้าใกล้ความตายอย่างทุกข์ทรมานใจ

วันหนึ่ง คนในหมู่บ้านมาบอกว่าที่ชายแดนไทยมีคลินิกแห่งหนึ่งรักษาโรคให้กับผู้ป่วยจากประเทศพม่าโดยไม่คิดค่ารักษา หากโชคดีเด็กชายอาจได้รับการผ่าตัด ได้ยินดังนั้น ผู้เป็นแม่จึงรวบรวมเงินค่า
เดินทางพาลูกชายที่กำลังนอนรอความตายขึ้นรถมุ่งหน้ามายังแม่น้ำเมย พรมแดนธรรมชาติที่กั้นขวางชีวิตอันแตกต่างราวฟ้ากับดินของผู้คนบนสองแผ่นดินเอาไว้

เรารักพระเจ้าอยู่หัว เสียงสะท้อนจากงานวันพ่อในค่ายผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยง

โดย จรัส แสง

ราวหกโมงเช้า รถสองแถวสายแม่สอด-แม่ระมาดเที่ยวแรกพาผมและผู้โดยสารอื่นๆ ฝ่าหมอกเย็นจัดยามเช้าตรู่ของเดือนธันวาคมไปตามถนนที่ทอดขนานกับชายแดนตะวันตก เมื่อดวงอาทิตย์ค่อยๆสาดแสงและเพิ่มความอบอุ่น ขณะรถวิ่ง ผ่านชุมชนหลายแห่งที่ตั้งสลับกับไร่ขนาดใหญ่บนทางหลวงเส้นดังกล่าวอยู่นั้น ผมรู้สึกได้ในทันทีถึงบรรยากาศพิเศษของวันสำคัญ

แสงตะเกียงดับแล้ว…..ที่ท่าตาฝั่ง

โดย POPI

ฉันรู้สึกเหนื่อย.... หลังจากกลับจากสบโขง อากาศวันนี้ค่อนข้างร้อนหลังจากนั่งคุยกับพ่อแม่หนึ่งในทีมที่เรามาด้วยกันเตือนฉันว่า “ กลับกันเถอะพี่ต้องกลับให้ทันซ้อมเพลงสำหรับวันพรุ่งนี้กันอีก”  ใช่สินะ.. พรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์พวกเราต้องไปโบสถ์นี่นา...  

นายพลโบ เมียะ : การเดินทางอันยาวไกลของบุรุษเหล็กแห่งกองทัพกะเหรี่ยง

นายพลโบ เมียะ เป็นนามของชายชาวกะเหรี่ยงวัย 76 ปี ผู้เคยดำรงตำแหน่งสูงสุดของสหชนชาติกระเหรี่ยง หรือ KNU (Karen National Union) ยาวนานเกือบ 25 ปี เป็นผู้นำซึ่งชาวกะเหรี่ยงทั้งให้ความ เคารพและหวาดกลัวมากที่สุดคนหนึ่ง ด้วยเพราะเขาเป็นคนมุ่งมั่น แน่วแน่ในอุดมการณ์ และเด็ดขาดทั้งในเชิง ความคิดและการกระทำ

หมอซินเทีย : แพทย์หญิงชาวกะเหรี่ยงของคนไข้สงคราม

ในสายตาของรัฐบาลพม่า ดร.ซินเทียคือผู้หลบหนีความผิด ผู้ทำงานต่อต้านรัฐบาลและผู้ก่อการร้ายลักลอบขนฝิ่นข้ามแดนผู้นำรัฐบาลทหารพม่าปฏิเสธที่จะเรียกเธอว่า “หมอ” แต่ใส่ร้ายป้ายสีความผิดเหล่านี้ให้เธอ บนเว็บไซต์ไร้สาระของรัฐบาล ทว่า ความพยายามเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไร เพราะความดีของเธอมากล้นเกินกว่าคำใส่ร้ายป้ายสีใด ๆ จะกลบเกลื่อนได้มิดชิด

สัมภาษณ์ : ดร.เดชา  ตั้งสีฟ้า

"เราต้องมองการเมืองในมุมใหม่โดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง"

สัมภาษณ์ ชิ สุวิชาน - ตือโพ : การเดินทางของศิลปินเตหน่าบนสองฝั่งสาละวิน


ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางขุนเขาและแสงจันทร์ที่ส่องแสงสว่างทั่วท้องฟ้าในหมู่บ้านกลางป่า บ้านห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน นอกจากพวกเราจะได้ร่วมงานคอนเสิร์ตเสียงเผ่าชนคนต้นน้ำที่ชุมชนคนรักษ์ป่าจัดขึ้นแล้ว เรายังมีโอกาสได้พูดคุยกับศิลปินเพลงกะเหรี่ยงหรือปกากะญอชื่อดังสองท่าน ซึ่งมีความสามารถในการเล่นเครื่องดนตรีประจำเผ่าที่เรียกว่า เตหน่า หรือ พิณกะเหรี่ยง คือ ตือโพ ชายหนุ่มวัย 36 ปี ผู้มีเตหน่าเป็นดั่งมือที่สาม เจ้าของสมญานาม เบิร์ดธงชัยของคนกะเหรี่ยงส่วนคนอีกคนหนึ่งคือ สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ หรือที่รู้จักกันในนามของ ชิ สุวิชาน หนุ่มปกากะญอจากดินแดนมูเส่คี ป่าสนวัดจันทร์ ที่ให้เกียรติมาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับเสียงดนตรีเตหน่าและสายสัมพันธ์ของคนกะเหรี่ยงในไทยและพม่าที่พวกเขาได้รับรู้และสัมผัส

คาซาวา นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อมชาวกะเหรี่ยง

รู้จักคนดังฉบับนี้ ขอแนะนำให้รู้จัก คาซาวา ชายหนุ่มกะเหรี่ยง วัย 33 ปี เจ้าของรางวัลด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมระดับโลกหลายรางวัล คาซาวา เกิดและเติบโตในกรุงย่างกุ้ง เมืองหลวงของประเทศพม่า เมื่ออายุเพียง 18 ปี เขาเป็นหนึ่งในผู้นำนักศึกษาที่เดินขบวนเรียกร้อง ประชาธิปไตยเมื่อปี ค.ศ.1988 เขาถูกจับขังและทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาล ทหารเป็นเวลา 3 วัน หลังจากเขา ได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ เขาตัดสินใจเดินทางไปยังชายแดนประเทศพม่า-ไทย ด้านเทือกเขาตะนาวศรี เขาได้พบผู้คนมากมายในเขตชนบทถูกละเมิด สิทธิมนุษยชนโดยรัฐบาลทหาร จึงเริ่มตัดสินใจเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการละเมิด สิทธิมนุษยชนเพื่อนำเผยแพร่ออกสู่โลกภายนอก

โลกแห่งความฝันของหญิงสาวชื่อ "โซเฟีย"

“เมื่อปีที่ผ่านมา ฉันฝันเห็นตัวเองอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ฉันไม่เคยไปมาก่อน หมู่บ้านแห่งนั้นมีบ้านประมาณร้อยกว่าหลังคาเรือน ที่นั่นไม่มีการสู้รบ ชาวบ้านทุกคนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ชีวิตสงบสุขเรียบง่าย ไม่ต้องหวาดกลัวทหารของทุกฝ่าย ชาวบ้านทำงานในไร่นา มีอาหารมากมายพอเพียงกับทุกคน ในฝันฉันเห็นตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่กำลังอบรมความรู้ด้านสุขภาพให้กับคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน ฉันมีความสุขมาก”

ก้าวย่างบนทางฝันเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็งของหนุ่มกะเหรี่ยง

ตลอดระยะเวลาเกือบครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา เปลวไฟสงครามที่คุโชนไปทั่วรัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า ได้ทำให้ชาวกะเหรี่ยงนับล้านคนต้องพลัดพรากจากถิ่นฐานเข้าไปซ่อนอยู่ในป่าและหนีมายังชายแดนไทย ดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดในแต่ละวันอย่างยากลำบาก มองไม่เห็น ความหวังในอนาคตข้างหน้า ทว่า บนหนทางที่มืดมิดยังมีคนหนุ่มสาวหลายคนที่พยายามจุดประกายไฟความฝันเพื่ออนาคตของชุมชนกะเหรี่ยงให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น และหนึ่งในผู้ที่มีความใฝ่ฝันอันงดงามและได้ลงมือทำมาตลอดระยะเวลาหลายปี คือ ชายหนุ่มวัย 35 ปีที่มีชื่อว่า โพดา (นามสมมุติ)

ฝันเล็ก ๆ ในโลกใบใหญ่ของหน่อแอ้

“ตอนแรกที่เดินทางมาทำงานเมืองไทย ฉันเคยมีความฝันแค่อยากเก็บเงินส่งไปให้พ่อแม่เหมือนคนทั่วไปเพราะลำพังครอบครัวตัวเองก็แทบเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว แต่หลังจากมีคนเปิดโอกาสให้ฉันได้พัฒนาความรู้ความสามารถของตัวเอง ทำให้ฉันมีโอกาสทำงานที่ดีกว่าแรงงานอพยพทั่วไป ตอนนี้ฉันมีเงินส่งกลับไปให้พ่อแม่ดังที่ตั้งใจ แล้วก็เริ่มมีความฝันอยากคืนกลับสิ่งดี ๆ ให้กับคนที่ขาดโอกาสบ้าง”