โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร
บทนำ
ปัญหาแรกที่อยากจะยกขึ้นมาเล่าให้ทราบในคอลัมน์กฎหมายเพื่อคนชายขอบฉบับนี้ก็คือ ปัญหาที่อำเภอมักปฏิเสธที่จะจดทะเบียนสมรสถ้าคู่สมรสทั้งสองฝ่ายหรือฝ่ายเดียวเป็นคนที่ไร้บัตรพิสูจน์หรือเป็นคนบัตรสี สำหรับคนไร้สัญชาติซึ่งเป็นประเภทหนึ่งของคนชายขอบนั้น มักประสบปัญหาของความไม่มีเอกสารที่พิสูจน์ทราบตัวบุคคลที่ออกโดยรัฐ หรือความที่มีเอกสาร พิสูจน์ทราบตัวบุคคลที่รัฐไทยออกให้ แต่ระบุว่าเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย
ทำไมอำเภอจึงต้องปฏิเสธที่จะจดทะเบียนสมรสให้แก่คนไร้สัญชาติ ?
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฉบับที่ 27 (15 พ.ย - 31 ธ.ค. 48) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฉบับที่ 27 (15 พ.ย - 31 ธ.ค. 48) แสดงบทความทั้งหมด
ความฝันที่ถูกลืม
โดย วิทูรย์ ลายอู๋
มนุษย์ที่เกิดมาบนโลกนี้ย่อมมีความฝันกันทุกคน ไม่ว่า จะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นชนชาติไหนเผ่าพันธุ์ไหน ต่างมี ความฝันกันทุกคน มันอยู่ที่ว่าใครจะสามารถสานฝันของตัวเองให้เป็นจริงได้ เหมือนกับฝันของผมที่อยากเห็นประเทศชาติมีความสงบสุขไร้ซึ่งสงคราม ประชาชนคนในชาติมีความเป็นอยู่ที่ดี มีเอกราชเสรีภาพ มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่ชนกลุ่มน้อยในสายตาของนานาประเทศ
ผมเกิดที่รัฐฉาน ดินแดนของไทยใหญ่ผมเกิดมาในยุคของสงครามพอดี ชีวิตตอนเด็กของผมโชคดีกว่าเด็กๆ ในรัฐฉานทั่วไปที่ถูกเผด็จการทหารพม่าข่มเหงและกดขี่ เพราะว่าผมเกิดและเติบโตมาในกองทัพกู้ชาติ แม่ผมเป็นหมออยู่ในกองทัพ S.U.R.A. (Shan United Revolution Army) ภายใต้การนำของท่านนายพลโมเฮง (กอนเจิง) ชีวิตในวัยเด็กของผมไม่ค่อยมีเวลาได้อยู่กับแม่เหมือนเด็กทั่วไป อาจเป็นเพราะว่าแม่มีภาระหน้าที่ แม่จึงส่งพี่สาวกับผมมาเรียนที่ฝั่งไทย จะมีโอกาสได้อยู่กับแม่ก็ตอนปิดเทอมภาคฤดูร้อนเท่านั้น มีบ้างที่แม่มาเยี่ยมผมและพี่สาวที่ฝั่งไทยแต่ว่าไม่บ่อยนัก ช่วงปิดเทอมที่ผมได้อยู่กับแม่ ผมเห็นแม่ทำงานหนัก (รักษาทหาร) บางคืนแม่แทบไม่ได้นอนเลย ผมก็อดสงสารแม่ไม่ได้ แต่แม่ไม่เคยบ่น แม่บอกกับผมว่ามันเป็นหน้าที่ แม่สอนผมกับพี่สาวว่า เกิดเป็นคนถึงแม้ว่าจะเลือกเกิดไม่ได้ แต่ว่าเลือกที่จะทำความดีทดแทนคุณของแผ่นดินได้ ตอนนั้นผมเองยังไม่เข้าใจความหมายที่แม่พูด
มนุษย์ที่เกิดมาบนโลกนี้ย่อมมีความฝันกันทุกคน ไม่ว่า จะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นชนชาติไหนเผ่าพันธุ์ไหน ต่างมี ความฝันกันทุกคน มันอยู่ที่ว่าใครจะสามารถสานฝันของตัวเองให้เป็นจริงได้ เหมือนกับฝันของผมที่อยากเห็นประเทศชาติมีความสงบสุขไร้ซึ่งสงคราม ประชาชนคนในชาติมีความเป็นอยู่ที่ดี มีเอกราชเสรีภาพ มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่ชนกลุ่มน้อยในสายตาของนานาประเทศ
ผมเกิดที่รัฐฉาน ดินแดนของไทยใหญ่ผมเกิดมาในยุคของสงครามพอดี ชีวิตตอนเด็กของผมโชคดีกว่าเด็กๆ ในรัฐฉานทั่วไปที่ถูกเผด็จการทหารพม่าข่มเหงและกดขี่ เพราะว่าผมเกิดและเติบโตมาในกองทัพกู้ชาติ แม่ผมเป็นหมออยู่ในกองทัพ S.U.R.A. (Shan United Revolution Army) ภายใต้การนำของท่านนายพลโมเฮง (กอนเจิง) ชีวิตในวัยเด็กของผมไม่ค่อยมีเวลาได้อยู่กับแม่เหมือนเด็กทั่วไป อาจเป็นเพราะว่าแม่มีภาระหน้าที่ แม่จึงส่งพี่สาวกับผมมาเรียนที่ฝั่งไทย จะมีโอกาสได้อยู่กับแม่ก็ตอนปิดเทอมภาคฤดูร้อนเท่านั้น มีบ้างที่แม่มาเยี่ยมผมและพี่สาวที่ฝั่งไทยแต่ว่าไม่บ่อยนัก ช่วงปิดเทอมที่ผมได้อยู่กับแม่ ผมเห็นแม่ทำงานหนัก (รักษาทหาร) บางคืนแม่แทบไม่ได้นอนเลย ผมก็อดสงสารแม่ไม่ได้ แต่แม่ไม่เคยบ่น แม่บอกกับผมว่ามันเป็นหน้าที่ แม่สอนผมกับพี่สาวว่า เกิดเป็นคนถึงแม้ว่าจะเลือกเกิดไม่ได้ แต่ว่าเลือกที่จะทำความดีทดแทนคุณของแผ่นดินได้ ตอนนั้นผมเองยังไม่เข้าใจความหมายที่แม่พูด
เทศกาล "เต้นมะเนา" ของชาวคะฉิ่น
โดย Myutsaw Shayi*
ฉันเป็นสาวชาวคะฉิ่น เกิดที่เมืองมิตจินา เมืองหลวงของรัฐคะฉิ่น ซึ่งเป็นดินแดนเหนือสุดของประเทศพม่า เมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอิรวดี แม่น้ำที่ยาวและงดงามที่สุดของประเทศพม่า ชาวคะฉิ่นเป็นหนึ่งในแปดกลุ่มชาติพันธุ์หลักของพม่า พวกเรา ส่วนมากอาศัยอยู่ในรัฐคะฉิ่นและรัฐฉาน ชาวคะฉิ่นยังมีกลุ่มย่อยอีก ได้แก่ จิ่งเผาะ ราวัง ลีซู อาซิ ลาชี และมารู ซึ่งแต่ละกลุ่มมีภาษาพูดเป็นของตนเอง
ตอนนี้ฉันมาอยู่ที่เชียงใหม่ได้ประมาณ 2 เดือน ฉันได้พบชาวคะฉิ่นมากมายที่นี่ วันหนึ่งเพื่อนชวนฉันไปเที่ยวงาน “เต้นมะเนา” ทำให้ฉันนึกย้อนไปถึงความทรงจำอันไม่อาจลืมเลือนในวัยเยาว์ที่ฉันเคยเข้าร่วมงานเต้นมะเนาที่หมู่บ้านในเมืองมิตจินา แม้เวลาจะล่วงผ่านมานานกว่า 25 ปีแล้ว แต่มันก็ยังคงแจ่มชัดในความทรงจำของฉันในวันนี้
ฉันเป็นสาวชาวคะฉิ่น เกิดที่เมืองมิตจินา เมืองหลวงของรัฐคะฉิ่น ซึ่งเป็นดินแดนเหนือสุดของประเทศพม่า เมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอิรวดี แม่น้ำที่ยาวและงดงามที่สุดของประเทศพม่า ชาวคะฉิ่นเป็นหนึ่งในแปดกลุ่มชาติพันธุ์หลักของพม่า พวกเรา ส่วนมากอาศัยอยู่ในรัฐคะฉิ่นและรัฐฉาน ชาวคะฉิ่นยังมีกลุ่มย่อยอีก ได้แก่ จิ่งเผาะ ราวัง ลีซู อาซิ ลาชี และมารู ซึ่งแต่ละกลุ่มมีภาษาพูดเป็นของตนเอง
ตอนนี้ฉันมาอยู่ที่เชียงใหม่ได้ประมาณ 2 เดือน ฉันได้พบชาวคะฉิ่นมากมายที่นี่ วันหนึ่งเพื่อนชวนฉันไปเที่ยวงาน “เต้นมะเนา” ทำให้ฉันนึกย้อนไปถึงความทรงจำอันไม่อาจลืมเลือนในวัยเยาว์ที่ฉันเคยเข้าร่วมงานเต้นมะเนาที่หมู่บ้านในเมืองมิตจินา แม้เวลาจะล่วงผ่านมานานกว่า 25 ปีแล้ว แต่มันก็ยังคงแจ่มชัดในความทรงจำของฉันในวันนี้
จินตนาการมีพรมแดนในโลกวรรณกรรมพม่า
โดย ธันวา สิริเมธี
อาจกล่าวได้ว่า งานเขียนเป็นงานที่ต้องอาศัยจินตนาการผสานกับสภาพความเป็นจริงในสังคม เมื่องานเขียนตกอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองแบบเผด็จการทหาร ซึ่งควบคุมการแสดงออกทางความคิดของประชาชน จินตนาการในงานเขียนจึงถูกจำกัดตามไปด้วย ประเทศพม่าเป็นประเทศหนึ่งที่ยังคงปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารอย่างเข้มข้น จินตนาการในโลกวรรณกรรมพม่าจึงถูกควบคุมไว้ในพื้นที่จำกัด และนักเขียนผู้เป็นเจ้าของจินตนาการจะต้องยืนหยัดอยู่บนเส้นทางนี้อย่างกล้าหาญอดทน ดังเช่น นักเขียนหญิงชาวพม่าคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า
“ในประเทศพม่า ชนชั้นที่ลำบากที่สุดและมีอุดมการณ์มั่นคงที่สุดเห็นจะเป็นชนชั้นนักเขียนที่ยืนหยัดอยู่บนเส้นทางของตนเอง”
อาจกล่าวได้ว่า งานเขียนเป็นงานที่ต้องอาศัยจินตนาการผสานกับสภาพความเป็นจริงในสังคม เมื่องานเขียนตกอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองแบบเผด็จการทหาร ซึ่งควบคุมการแสดงออกทางความคิดของประชาชน จินตนาการในงานเขียนจึงถูกจำกัดตามไปด้วย ประเทศพม่าเป็นประเทศหนึ่งที่ยังคงปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารอย่างเข้มข้น จินตนาการในโลกวรรณกรรมพม่าจึงถูกควบคุมไว้ในพื้นที่จำกัด และนักเขียนผู้เป็นเจ้าของจินตนาการจะต้องยืนหยัดอยู่บนเส้นทางนี้อย่างกล้าหาญอดทน ดังเช่น นักเขียนหญิงชาวพม่าคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า
“ในประเทศพม่า ชนชั้นที่ลำบากที่สุดและมีอุดมการณ์มั่นคงที่สุดเห็นจะเป็นชนชั้นนักเขียนที่ยืนหยัดอยู่บนเส้นทางของตนเอง”
ฉัดจัม ข้าวยำคะฉิ่น
ชาวคะฉิ่นในสมัยก่อน หากใครต้องการสร้างบ้านหรือเก็บเกี่ยวพืชผลที่ต้องใช้คนจำนวนมาก ชาวบ้านก็จะมาช่วยกันโดยไม่มีการจ่ายเงิน แต่จะตอบแทนน้ำใจผู้ที่มาช่วยด้วยการลงแรงช่วยเหลืองานในครั้งต่อไป คล้ายกับการลงแขกของไทยนั่นเอง ซึ่งในวันดังกล่าว ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าของบ้านหรือเจ้าของไร่นาที่จะต้องคอยเตรียมน้ำท่าข้าวปลาอาหารไว้ให้เพื่อนบ้านที่มาช่วยงาน และอาหารอย่างหนึ่งที่นิยมนำมาเลี้ยงก็คือ “ฉัดจัม” หรือ “ข้าวยำ” แบบคะฉิ่นนั่นเอง
สัมภาษณ์ : บนถนนชีวิตนักเขียนหญิงชาวพม่านาม “เหม่ เญง”
คอลัมน์สัมภาษณ์ฉบับนี้มีโอกาสได้สัมภาษณ์ “เหม่ เญง” นักเขียนนิยายที่มีผลงานเขียนมากมายในรูปบทกวี เรื่องสั้น และนวนิยาย นอกจากนี้เธอยังเคยเป็นอาจารย์สอนวรรรณคดีที่มหาวิทยาลัยชื่อดังในพม่ามานานเกือบ 20 ปี นักเขียนและอาจารย์วัย 40 ปีท่านนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและวรรณคดีพม่ามากที่สุดคนหนึ่ง เธอได้รับปริญญาทางด้านภาษาและวรรณคดีพม่าถึง 3 ปริญญา คือ ปี ค.ศ. 1984 ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต ปี ต่อมาปี ค.ศ. 1986 ได้รับปริญญาศิลปะศาสตร์ เกียรตินิยม และปี ค.ศ. 1994 ปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต
ฝันเพื่อสิทธิแรงงานพม่า ของหญิงชาวอังกฤษ : แจ็คกี้ พอลล็อก
เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน หญิงชาวอังกฤษคนหนึ่งเดินทาง มาเมืองไทยครั้งแรกในฐานะอาสาสมัครสอนภาษาอังกฤษ เธออยู่ เมืองไทยเป็นเวลาสองปีก่อนจะกลับไปยังบ้านเกิด และกลับมาเมืองไทยอีกครั้งในอีกห้าปีต่อมา เธอเริ่มสนใจปัญหาแรงงานจากประเทศพม่าและก่อตั้งองค์กรเพื่อทำงานช่วยเหลือแรงงานเหล่านี้ ซึ่งปัจจุบันเติบโตเป็นมูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงาน กลุ่มชาติพันธุ์ หรือ MAP ที่มีบทบาทสำคัญให้ความช่วยเหลือแรงงานพม่าในเมืองไทย วันนี้ หญิงชาวอังกฤษคนเดิมยังคงก้าวเดิน บนเส้นทางฝันสายเดิมอย่างมีความสุข เธอมีชื่อว่า แจ็คกี้ พอลล็อก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




