แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เล่าสู่กันฟัง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เล่าสู่กันฟัง แสดงบทความทั้งหมด

กีกี้ ทูตสันถวไมตรีไร้สัญชาติ

โดย วนารัตน์

เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ ผ่ านมาผู้เขียน ได้มีโอกาสไปเป็นพี่ เลี้ยงในกิจกรรมเยาวชนที่ มีชื่ อเล่ นว่ า “ค่ายลูกยางนา” ซึ่งจัดโดยมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) มีเนื้อหาเกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อและการผลิตสื่อในรูปแบบต่างๆ ให้กับกลุ่มเยาวชนชาติพันธุ์ต่างๆ จากเขตภาคเหนืออายุระหว่าง 10 – 25 ปี จำนวนประมาณ60 คน โดยมีพี่เลี้ยงและวิทยากรรวมกัน6 คน

ภาพวาดจากปลายปากกาแรกของเด็กชายผู้ติดเชื้อเอชไอวี

โดย นรินจรา

ฉันเพิ่งเดินทางเข้าพม่าเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2553 เหตุการณ์ที่ยังเป็น ภาพติดตาอยู่จนถึงวันนี้คือ ภาพการจับปากกาครั้งแรกในชีวิตของ เด็กชายชาวพม่าวัยเก้าขวบซึ่งติดเชื้อเอชไอวีจากแม่ โดยผู้เป็นแม่มีอาชีพขายผัก อยู่ในตลาดได้รับเชื้อจากพ่อซึ่งมีอาชีพเป็นคนขับรถ พ่อของเขาเสียชีวิตไปก่อนหน้า นี้แล้ว ส่วนแม่มีสุขภาพร่างกายทรุดโทรมลงทุกวันจนไม่สามารถไปขายผักในตลาด ได้ เด็กชายจึงอาศัยอยู่กับแม่และย่า

การเดินทาง... สู่ความเปลี่ยนแปลง

แปลจากเรื่อง A Jourmey for Change
ในหนังสือ Burma women’ voices for peace
ผู้เขียน คำเล เยาวชนชาวปะโอที่ทำงานเพื่อสันติภาพและประชาธิปไตย

ฉันและเพื่อนสนิทได้ตัดสินใจเดินทางเข้าไปในพม่า เพื่อไปให้ความรู้เกี่ยวกับการ ใช้แนวทางสันติและความรู้ในด้านสุขอนามัยขั้นพื้นฐานของผู้หญิงให้แก่ชาวบ้าน ที่เป็นชนกลุ่มน้อยในพื้นที่สู้รบ อย่างแรกที่ต้องทำคือ สร้างความสัมพันธ์อันดีกับคนใน พื้นที่ ฉันไม่เคยเข้าไปในเขตพื้นที่สู้รบกันมาก่อน นั่นหมายความว่า จำเป็นต้องเดินทางไปกับ ทหารชนกลุ่มน้อยเพื่อคุ้มกันความปลอดภัยให้กับพวกเรา และแล้ววันเริ่มต้นของการ เดินทางก็มาถึง ผู้คนกว่า 30 ชีวิตร่วมเดินทางจากชายแดนไทย - พม่าในครั้งนี้ สมาชิกในกลุ่มประกอบด้วยทหารชนกลุ่มน้อย มีเพียงฉันและเพื่อนเท่านั้นที่เป็นผู้หญิง ซึ่งในตอนนั้น ความรู้สึกของฉันก็เริ่มสัมผัสได้ถึงภยันอันตรายที่กำลังเฝ้ารอพวกเราอยู่

เรื่องเล่าหลังเคาน์เตอร์ ของอดีตพนักงานแบงก์ในย่างกุ้ง

โดย หม่องเล
แปล กองบรรณาธิการ

ผมชื่อหม่องเล ปัจจุบันผมลี้ภัยมาอยู่สหรัฐ อเมริกาได้ประมาณสองปีแล้ว ทุกๆ วันผมจะออกไป ทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่งตอนเที่ยงวัน และจะกลับถึงบ้านอีกครั้ง ประมาณตีสองครึ่ง ช่วงสายๆ ก่อนไปทำงานคือเวลาที่ผมว่าง ซึ่งนอกจาก จะทำกับข้าวเพื่อไปกินเวลาพักงานแล้ว ก็จะเป็นเวลาที่ใครต่อใครจะโทร มาหาผมเพื่อขอความช่วยเหลือ ช่วยเป็นล่ามให้กับเพื่อนๆ ชนเผ่า ที่เพิ่งมาถึงใหม่ๆ และยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้บ้าง แต่ที่บ่อยไม่แพ้กันคือการติดต่อประสานงานเรื่องส่งเงินไปให้ญาติพี่น้องที่อยู่ในพม่า  ทำให้ผมนึกถึงชีวิตในย่างกุ้งสมัยที่ยังทำงานเป็นพนักงานแบงก์

ย่ำราตรีที่ย่างกุ้ง

โดย ฮานอย

“คืนนี้เราจะไปท่องราตรีกัน” เสียงของเพื่อนร่วมเดินทางบอกถึงโปรแกรมลำดับสุดท้ายของวันที่สามในการท่องเที่ยวพม่า ก็พอจะทำให้คนฟังกระเด้งจากเตียงลืมความอ่อนเพลียจากการแพ้อาหาร ไปได้ฉับพลัน อันที่จริงแล้วด้วยนิสัยส่วนตัวก็ไม่ได้ชอบไปในสถานที่อึกทึกครึกโครมแวดล้อม ด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา แต่เพราะด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าบ้านเมืองนี้แหล่งบันเทิงยามค่ำคืน จะมีรูปแบบเหมือนหรือต่างกับบ้านเราอย่างไร สิ้นเสียงคำบอกกล่าวจึงตอบกลับไปว่า “ที่ไหนดีล่ะ”  เห็นทีว่าคงจะมีเรื่องไว้เล่าถึงชีวิตการแบกเป้ในประเทศพม่าอีกหนึ่งเรื่องเป็นแน่

ยิงหลาว สาวน้อยไทใหญ่ นักสู้เพื่อสันติภาพในพม่า

โดย วรลักษณ์ สงวนแก้ว
หนึ่งในผลงานที่ได้รับคัดเลือกจากการประกวดเรื่องเล่าในโครงการ "เพื่อนจากชายแดนตะวันตก"

เสียงสาวน้อยแนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษอย่างฉะฉานใน การฝึกอบรมหลักสูตร การจัดทำรัฐธรรมนูญสำหรับภูมิภาค เอเชียซึ่งจัดโดยองค์การสหประชาชาติเพื่อการพัฒนาประจำ ประเทศไทย หน้าตาของเธอคมคายใกล้เคียงกับคนไทยมาก เมื่อ ดูจากรายชื่อของผู้เข้ารับการฝึกอบรม ถึงรู้ว่าเธอเป็นตัวแทน จากประเทศพม่า

รอวันรักไร้จุดผ่านแดน

ลองจินตนาการดูว่า ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เดินทางมาจากประเทศพม่า เคยอาศัยอยู่ภายใต้อำนาจของผู้กดขี่ข่มเหง ไร้ซึ่งอิสรภาพ ต้องมีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัวทหารพม่าอยู่ตลอดเวลาแล้วสุดท้าย คุณก็ถูกบีบให้ต้องระหกระเหินเร่ร่อนหนีออกจากแผ่นดินเกิดของตน เพื่อหาสถานที่หลบลี้หนีภัยในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งไม่ได้ชื่นชมยินดีกับการเดินทางมาของคุณแต่อย่างใด พวกเขามักจะเรียกคุณว่า "คนต่างด้าว" และปฏิบัติต่อคุณด้วยกิริยาดูถูก คุณจะรู้สึกอย่างไรบ้างที่ต้องเจอสถานการณเช่นนี้

ฉันเขียนแบบนี้ก็เพราะอยากให้คุณได้รับรู้ความรู้สึกของฉันแม้เพียงเสี้ยวหนึ่งก็คงจะดี

โรงเรียนของฉัน

ฉันเป็นประชาชนคนหนึ่งจากรัฐฉาน ประเทศพม่าที่ลี้ภัย เข้ามาอยู่ในประเทศไทย เมื่อหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ฉันและเพื่อน ๆ พร้อมทั้งครูได้ไปค้นหาหนังสือในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในประเทศไทย ก่อนที่เราจะไป ครูชาวต่างชาติพวกเราว่าห้องสมุด มหาวิทยาลัยที่เราจะไปถ้าเทียบกับห้องสมุดในประเทศอเมริกา แล้วก็เป็นเพียงแค่ห้องสมุดเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น แต่แล้วเมื่อเราไปถึง ฉันก็พบว่ามีนักศึกษาหลายพันคนกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ ในห้องที่ ตกแต่งอย่างทันสมัยนั้นมีหนังสือจำนวนมากมายวางเรียงราย อยู่ในชั้นที่สวยงาม มีที่นั่งอ่านหนังสือในห้องปรับอากาศ ซึ่งอำนวย ความสะดวกสบายให้กับคนที่มาใช้บริการ ฉันไปอ่านหนังสือที่นั่น ทุกอาทิตย์

พ่อผมเป็นทหารพม่า ฝันร้ายที่เป็นจริง

ท่ามกลางพื้นที่ที่เต็มไปด้วยภูเขาและป่าไม้ในรัฐฉาน ที่นั่นมีบ้านแสนสวยอยู่หลังหนึ่ง ผมอยู่ที่บ้านหลังนั้นอยู่กับพ่อแม่และน้องชายมาตั้งแต่เกิด ผมชื่อ จาย จาย (นามสมมติ) ปัจจุบันอายุ 21 ปี ผมจำได้ว่า ตอนผมยังเด็กพ่อของผมไม่เคยใช้เวลาอยู่กับบ้านนาน ๆ เหมือนกับพ่อของคนอื่น ทีแรกผมคิดว่าพ่ออาจจะออกไปทำธุระข้างนอก แต่ทุกครั้งที่พ่อไป กว่าจะกลับมาก็เป็นแรมเดือน เป็นเช่นนี้มานานหลายปีแล้ว ผมลองถามแม่ดู แม่บอกว่าพ่อเป็นทหาร แต่ตอนนั้นผมยังเด็กเกินไปจึงไม่ได้ใจในสิ่งที่แม่บอก จนกระทั่ง วันหนึ่ง ขณะที่ผมอายุได้ 4 ขวบ ผมจึงได้รู้ว่าพ่อของผมเป็นใคร วันนั้น เป็นวันที่ผมไม่มีวันลืม เพราะเป็นวันที่ครอบครัวของผมต้องแยกจากกันตลอดกาล

ผู้หญิงและการละเมิดทางเพศบนรถบัส


ฉันเป็นชาวอาระกัน (หรือที่คนพม่าเรียกเราว่า ยะไข่) ฉันมาจากรัฐอาระกัน ทางตะวันตกของประเทศพม่า รัฐที่มีชายแดนติดกับประเทศบังคลาเทศและอินเดีย ฉันมีอะไรบางอย่างจะเล่าให้ทุกรับรู้

…วันนั้น เป็นวันที่ฝนกระหน่ำย่างกุ้ง(เมืองหลวงของประเทศพม่า) ตอนนั้นฉันทำงานในโรงงานและเรียนไปด้วย ฉันพักอยู่กับเพื่อน ๆ ซึ่งทุกคนต่างก็เป็นเป็นชนเผ่าที่มาจากรัฐต่าง ๆ ในพม่าและทำงานในโรงงานเหมือนกัน ในแต่ละวัน เราเริ่มงานตั้งแต่ 7 โมง15 ไปจนถึงสองทุ่ม แต่เราต้องออกจากที่พักเพื่อเดินทางไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะต้องเผื่อเวลาในการรอรถเมล์ประมาณ 45 นาที ฉันไม่ชอบเลย แต่ก็ไม่มีโอกาสที่จะเปลี่ยนงานสักที ก็เลยต้องใช้เวลาครึ่งหนึ่งที่มีไปกับการทำงานที่นั่น

ชีวิตระหกระเหินของหญิงชาวอาระกันชื่อ “โจ”

“โจ”เป็นชื่อของหญิงชราชาวอาระกันจากประเทศพม่า เธอเกิดเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2489 ในเขตชนบทของ รัฐอาระกัน ชื่อเมืองมอนกาน (Mongan) ซึ่งมีความหมายว่าสระน้ำ ของพระเจ้าแผ่นดินเพราะเมืองแห่งนี้มีสระน้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง สร้างโดยพระเจ้าแผ่นดินชาวอาระกันซึ่งเคยปกครองดินแดนแห่งนี้ มาก่อน ที่ตั้งของสระน้ำแห่งนี้อยู่ริมแม่น้ำใกล้กับเมืองซิตตวย เมืองหลวงของรัฐอาระกัน

มิตรภาพบนความเสี่ยง

โดย วิน นาย

โตโต้ เป็นชื่อแมวของนางโป โปและนาย ทุน ผัวเมียแรงงานชาวพม่า  ปัจจุบันโต โต้อายุได้ 2 ปี อยู่ในวัยกำลังซน  และคอยทำตัวเป็นเหมือนนาฬิกาปลุกประจำบ้าน  คอยปลุกเจ้านายขึ้นมาเล่นกับมัน โดยเฉพาะเวลาหลังเที่ยงคืนซึ่งเจ้านายไม่ค่อยมีอารมณ์จะเล่นกับมันนัก  ตอนแรก ๆ เจ้านายของมันหงุดหงิดพอสมควรเวลามันเล่นซนไม่รู้เวล่ำเวลา  แต่ตอนหลังก็เริ่มปรับตัวได้และคิดเสียว่าเป็นการออกอำลังกายและกิจกรรมสันทนาการประจำวัน

รักต้องห้ามของหญิงรักหญิงในพม่า


ค่านิยมที่ฝังรากลึกและศรัทธาอันแรงกล้าโดยปราศจากความเคลือบแคลงสงสัยใดๆ ในสังคมนั้น หากมองในอีกแง่มุมหนึ่ง มันอาจกลายเป็นอาวุธที่สามารถทำร้ายผู้คนในสังคมด้วยกันเอง  ค่านิยมและความเชื่อโดยปราศจากการตั้งคำถามเหล่านี้อาจนำไปสู่อคติและการแบ่งแยกผู้คนในสังคม ดังเช่นประสบการณ์ของฉันที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้

ปฎิบัติการล่านักรบใด้ดิน ณ เรือนจำอินเส่ง

โดย ขิ่นหม่องโซ www.aappob.net

ณ ห้องหมายเลข 5 ห้องขังที่ 7 เรือนจำอินเส่ง ประเทศ พม่าปี พ.ศ. 2518

ในคืนหนาวเหน็บคืนหนึ่ง แม้ว่าพระจันทร์จะส่องแสง สว่างไสวอยู่ภายนอก แต่แสงจันทร์ก็ไม่อาจสาดแสงลอดผ่านกำแพงอิฐที่แน่นหนาเข้ามาถึงในห้องขังของเราได้ บริเวณพื้นห้อง จึงเปียกชื้นไปด้วยน้ำค้าง ที่ห้องหมายเลข 5 แบ่งออกเป็นห้องขัง ย่อยขนาด 9 x 7 x 13 ฟุต จำนวน 22 ห้อง ช่องประตูลูกกรงเหล็กเป็นเพียงช่องทางเดียวที่ยอมให้อากาศและแสงสลัว ๆ ผ่านเข้ามาได้

ชีวิต ความหวัง และความใฝ่ฝันของผู้ต้องขัง (1)

มนุษย์ทุกคนที่อยู่บนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนหรือแผ่นดินใดก็ตาม เมื่อลืมตาดูโลกและเติบโตขึ้นมา ต่างคนก็ต่างคงต้องมีความใฝ่ฝันของตัวเองและอยากให้ความฝันใฝ่ของตัวเองนั้นเป็นจริง แต่จะมีสักกี่คนที่มีโอกาสสานฝันนั้น ๆ จนสำเร็จ และเป็นจริง ผมคนหนึ่งที่โชคร้ายและไม่มีโอกาสเช่นเพื่อน ๆ ของผมอีกหลายคนเพราะพวกเขาเกิดมาท่ามกลางหมอกควันแห่งสงคราม การแย่งชิงอำนาจ ผืนแผ่นดิน และการกีดกันทางเชื้อชาติ

ชีวิต ความหวัง และความใฝ่ฝันของผู้ต้องขัง (2)

โดย สีฟ้า

เมื่อสมัยที่ผมยังอยู่ในประเทศพม่า ผมมีชื่อว่า ซอหล่อยมู ผมเป็นคนเชื้อชาติกะเหรี่ยง(กลุ่มสะกอ) ซอ หมายถึง นาย หล่อย หมายถึง สี มู หมายถึง ฟ้า ดังนั้น “สีฟ้า” คือความหมายของชื่อผม ผมเกิดที่เมืองหล่อยก่อ ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของชนชาติกะยาคือกะเหรี่ยงแดงนั่นเอง ผมเกิดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2501 จากครอบครัวคริสเตียนและเป็นคนที่ 4 จากพี่น้อง 6 คน ถึงจะไม่ร่ำรวยแต่ระดับชีวิตปานกลางของครอบครัวของผมพออยู่พอกินและมีความอบอุ่น คุณพ่อคุณแม่เป็นผู้รักเสียงเพลง ดังนั้น ในบ้านมีเครื่องดนตรีหลายชนิดและพี่ชายคนโตได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้ากลุ่มนักร้องประจำของคริสจักร ในเมืองที่เราอยู่ ผมถูกบังคับให้ฝึกร้องเพลงฝรั่งตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบและได้ขึ้นบนเวทีท่ามกลางผู้คนมากมายซึ่งสมัยนั้นไม่เคยมีเด็ก ๆ คนไหนกล้าเหมือนผมเลย เพราะฉะนั้นได้ฉายาว่า Tha Tha(om; om;)แปลว่าลูกชาย พออายุได้ 10 ขวบ คุณแม่ก็สอนกีตาร์ให้ผมขั้นพื้นฐานแค่เล่นเพลงง่าย ๆ ได้

ชีวิต ความหวัง และความใฝ่ฝันของผู้ต้องขัง

โดย โพกวา

“สงครามคือการเมืองที่นองเลือด การเมืองคือสงครามที่ไม่นองเลือด” การเป็นพลเมืองของรัฐหนึ่ง ๆ บนแผ่นดิน ย่อมต้องได้รับผลกระทบจากการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สุดแท้แต่ว่าความรุนแรงนั้นจะมากน้อยแค่ไหน และคำกล่าวข้างต้นเป็นจริงอย่างที่สุด

ความฝันที่ถูกลืม

โดย วิทูรย์ ลายอู๋

มนุษย์ที่เกิดมาบนโลกนี้ย่อมมีความฝันกันทุกคน ไม่ว่า จะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นชนชาติไหนเผ่าพันธุ์ไหน ต่างมี ความฝันกันทุกคน มันอยู่ที่ว่าใครจะสามารถสานฝันของตัวเองให้เป็นจริงได้ เหมือนกับฝันของผมที่อยากเห็นประเทศชาติมีความสงบสุขไร้ซึ่งสงคราม ประชาชนคนในชาติมีความเป็นอยู่ที่ดี มีเอกราชเสรีภาพ มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่ชนกลุ่มน้อยในสายตาของนานาประเทศ

ผมเกิดที่รัฐฉาน ดินแดนของไทยใหญ่ผมเกิดมาในยุคของสงครามพอดี ชีวิตตอนเด็กของผมโชคดีกว่าเด็กๆ ในรัฐฉานทั่วไปที่ถูกเผด็จการทหารพม่าข่มเหงและกดขี่ เพราะว่าผมเกิดและเติบโตมาในกองทัพกู้ชาติ แม่ผมเป็นหมออยู่ในกองทัพ S.U.R.A. (Shan United Revolution Army) ภายใต้การนำของท่านนายพลโมเฮง (กอนเจิง) ชีวิตในวัยเด็กของผมไม่ค่อยมีเวลาได้อยู่กับแม่เหมือนเด็กทั่วไป อาจเป็นเพราะว่าแม่มีภาระหน้าที่ แม่จึงส่งพี่สาวกับผมมาเรียนที่ฝั่งไทย จะมีโอกาสได้อยู่กับแม่ก็ตอนปิดเทอมภาคฤดูร้อนเท่านั้น มีบ้างที่แม่มาเยี่ยมผมและพี่สาวที่ฝั่งไทยแต่ว่าไม่บ่อยนัก ช่วงปิดเทอมที่ผมได้อยู่กับแม่ ผมเห็นแม่ทำงานหนัก (รักษาทหาร) บางคืนแม่แทบไม่ได้นอนเลย ผมก็อดสงสารแม่ไม่ได้ แต่แม่ไม่เคยบ่น แม่บอกกับผมว่ามันเป็นหน้าที่ แม่สอนผมกับพี่สาวว่า เกิดเป็นคนถึงแม้ว่าจะเลือกเกิดไม่ได้ แต่ว่าเลือกที่จะทำความดีทดแทนคุณของแผ่นดินได้ ตอนนั้นผมเองยังไม่เข้าใจความหมายที่แม่พูด

เรื่องเล่าจากดินแดนยะไข่(อาระกัน)

แปลจากบทความเรื่อง Is It a Crime? โดย K.Mongan จากเว็บไซต์ www.rakhapura.com

“นั่นใครน่ะ?”
“ฉันเองจ้ะ”
ฉันตอบด้วยความแปลกใจ เธอรู้ได้อย่างไรกันนะว่าฉันยืนอยู่ข้างหลังเธอ

หญิงชราวัย 60 ปีผู้ที่กำลังตำข้าวอยู่มีชื่อว่า “พรูมะ” แม้ว่าตาทั้งสองข้างจะบอดสนิทมองอะไรไม่เห็น แต่งานบ้านทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของเธอทั้งสิ้น

สงครามปล้นใจ(สตรี)

ประสบการณ์จริงจากจายมาวคำ เรียบเรียงโดย โดยหนุ่ม แสงสี

หลายสิบปีที่ผ่านมา ชนชาติเผ่าพันธุ์กลุ่มต่าง ๆ ในพม่าต่อต้านทหารพม่าผู้เผด็จการที่มีมายาวนาน สงครามยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปัจจุบัน ประชาชนคนในชาติทนทุกข์ทรมาน ถูกกดขี่ข่มเหง ทารุณกรรม ข่มขืน ใช้แรงงานฟรี เป็นปัญหาที่รุนแรงต่อสตรี เด็กและคนชรา โดยเฉพาะในรัฐฉานที่มีมาช้านาน ปัจจุบันการสู้รบยิ่งรุนแรงขึ้น ปัญหาที่ตามมาก็คือการหนีตายของทุกชนเผ่าที่หลั่งไหลเข้ามายังประเทศไทย อยู่ตามแนวชายแดน ตามหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อขายแรงหาเลี้ยงชีพและครอบครัวต่อไป

ผมคนหนึ่งที่เป็นชาวไทยใหญ่ เกิดที่รัฐฉานตอนกลางอยู่ในชนบท ฐานะค่อนข้างยากจน ไม่ค่อยมีความรู้ ไม่ค่อยได้เรียนหนังสือ พอเติบโตขึ้นก็ต้องพบกับสงครามหนีตายลี้ภัย เดินทางมายังประเทศไทยเมื่อวันที่ 2 ม.ค. 44 เข้ามาทำงานที่เชียงใหม่ ทำงานก่อสร้างเป็นกรรมกร ช่วงเวลาทำงานก็ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ เพราะไม่มีบัตรทำงาน ไม่มีใบอนุญาตให้เข้าเมืองโดยถูกกฎหมาย ผมทำงานได้ปีกว่า บางครั้งก็ไม่ได้ค่าแรง ต่อมาเมื่อวันที่ 4 ม.ค. 45 ผมถูกจับข้อหาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและไม่มีใบอนุญาตทำงาน ผมอยู่ที่เรือนจำเชียงใหม่ 1 เดือน ต่อมาวันที่ 5 ก.พ. 45 ก็มีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมารับตัวไปปล่อยที่ชายแดนไทย-พม่าทางด้านอำเภอเชียงดาว เขตติดต่อระหว่างบ้านหนองอุก ระเทศไทยและบ้านหลักแต่ง-โป่งป่าแขม ประเทศพม่า (ด่านกิ่วผาวอก B.1) มีเพื่อน ๆ ที่ถูกจับไปด้วยกัน 28 ชีวิต