แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิทธิมนุษยชน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิทธิมนุษยชน แสดงบทความทั้งหมด

Free Burma Ranger ฮีโรในป่าลึก

โดย หมอกเต่หว่า

หากพูดถึงฮีโร่ในดวงใจ ภาพอุลตร้าแมนและเหล่าขบวนการ5 สี รวมไปถึงยอดมนุษย์แปลงร่างทั้งหลายจากในหนังคงผุดขึ้นมาในใจหลายๆ คน แต่สำหรับชาวบ้านในเขตสู้รบในพม่าแล้ว ฮีโร่หรือขวัญใจของพวกเขาเป็นเพียงคนเดินดินธรรมดาที่มีแค่มือเปล่าแต่ต้องการต่อสู้กับความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นในประเทศสิ่งที่สำคัญมากไปกว่านั้นก็คือ ฮีโร่ของชาวบ้านแม้จะไม่มีอำนาจพลังวิเศษเหมือนในหนัง แต่สิ่งที่พวกเขามีก็คือ จิตวิญญาณที่เข้มแข็งและพร้อมยืนหยัดเคียงข้างประชาชนแม้ต้องสละชีวิต พวกเขาเหล่านี้เรียกตัวเองว่า Free Burma Ranger (ฟรีเบอร์ม่าเรนเจอร์)หรือ FBR ขบวนการปลดปล่อยอิสรภาพพม่า

เวนิน ปวิ้นโตน ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

โดย หมอกเต่หว่า
ภาพ จาก enigmaimages.wordpress.com 

ในเหตุการณ์ประท้วงของนักศึกษาเมื่อปี 1988 (2531) นอกจากจะจบลงด้วยการ สูญเสียและการนองเลือดครั้งใหญ่ นักศึกษาถูกยิงเสียชีวิตแล้ว ยังทำให้เด็กหญิงวัย 5 เดือนคนหนึ่งต้องพลัดพรากจากพ่อนับตั้งแต่ยังเรียกชื่อพ่อไม่ได้ด้วยซ้ำ เพียงเพราะพ่อ ของเธอเป็นแกนนำออกมาต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนจากทหาร วันเวลาผ่านไป 22 ปี จากเด็กน้อยกลายเป็นเด็กสาว และในวันนี้เธอกำลังเดินตามรอย เท้าพ่อ และกำลังเรียกร้องขออิสรภาพคืนให้กับพ่อของเธอ เธอคือ เวนิน ปวิ้นโตน

การเดินทาง... สู่ความเปลี่ยนแปลง

แปลจากเรื่อง A Jourmey for Change
ในหนังสือ Burma women’ voices for peace
ผู้เขียน คำเล เยาวชนชาวปะโอที่ทำงานเพื่อสันติภาพและประชาธิปไตย

ฉันและเพื่อนสนิทได้ตัดสินใจเดินทางเข้าไปในพม่า เพื่อไปให้ความรู้เกี่ยวกับการ ใช้แนวทางสันติและความรู้ในด้านสุขอนามัยขั้นพื้นฐานของผู้หญิงให้แก่ชาวบ้าน ที่เป็นชนกลุ่มน้อยในพื้นที่สู้รบ อย่างแรกที่ต้องทำคือ สร้างความสัมพันธ์อันดีกับคนใน พื้นที่ ฉันไม่เคยเข้าไปในเขตพื้นที่สู้รบกันมาก่อน นั่นหมายความว่า จำเป็นต้องเดินทางไปกับ ทหารชนกลุ่มน้อยเพื่อคุ้มกันความปลอดภัยให้กับพวกเรา และแล้ววันเริ่มต้นของการ เดินทางก็มาถึง ผู้คนกว่า 30 ชีวิตร่วมเดินทางจากชายแดนไทย - พม่าในครั้งนี้ สมาชิกในกลุ่มประกอบด้วยทหารชนกลุ่มน้อย มีเพียงฉันและเพื่อนเท่านั้นที่เป็นผู้หญิง ซึ่งในตอนนั้น ความรู้สึกของฉันก็เริ่มสัมผัสได้ถึงภยันอันตรายที่กำลังเฝ้ารอพวกเราอยู่

เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย กับประชาธิปไตยในพม่า


โดย หมอกเต่หว่า
ขณะที่ผู้สนับสนุนประชาธิปไตยในพม่าต่างออกมาประณาม และผิดหวังกับการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านพ้นไปว่า เป็นเพียง “การเลือกตั้งจัดฉาก” ที่จะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใดๆ โดยเฉพาะจะไม่นำพม่าไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงนั้น แต่ในอีกด้านหนึ่งเรากลับได้เห็นอีกบรรยากาศหนึ่ง เมื่อกลุ่มนักธุรกิจต่างชาติที่เห็นแต่ผลประโยชน์กลับไม่ได้สนใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในประเทศพม่า เพราะสิ่งที่พวกเขาหวัง ดูจะไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สวยหรูอย่างที่ประชาชนในพม่าฝันอยากจะได้มา แต่เป็นทรัพยากร ธรรมชาติหรือสิ่งอื่นที่จะเปลี่ยนเป็นเงินมหาศาลต่างหาก จึงไม่แปลก ในขณะที่การเมืองพม่ากำลังสับสนอลหม่าน เรากลับได้เห็นนักธุรกิจต่างชาติตบเท้าเข้าไปกอบโกยผลประโยชน์ในพม่าอย่างไม่ขาดสาย

ดอกตูมที่ถูกเด็ดทิ้ง

เรื่อง พูโหง่งฉ่วยแต้ลัก
โดย ขิ่นงิ่งติ๊ด จากเว็บไซต์ www.naytthit.com
แปลโดย Numripan

เมื่อปี 2006 ครอบครัวของดิฉันได้ย้ายบ้านจากถนนมิ้นติ่นไปที่ถนนมีนดง ในเขตตุวานะซึ่งอยู่เขตเดียวกัน ใกล้บ้านดิฉันมีเด็กชายคนหนึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียว กับลูกของดิฉัน ชื่อ “กูปีซู” เป็นเด็กน่ารัก ตัวอ้วนๆ และพูดจาสุภาพเรียบร้อยมาก ซึ่งนั่นทำให้รู้ว่า เด็กชายคนนี้เติบโตมาจากครอบครัวที่อบอุ่นและได้รับการสอนสั่ง มาเป็นอย่างดี แม้จะมีอายุแค่สี่ขวบกว่าเท่านั้น แต่เด็กน้อยกลับมีความเห็นอกเห็นใจ ต่อเพื่อนคนอื่นๆ

ความสำเร็จของฉันที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

แปลจากเรื่อง My Success :  THE ARAKAN PROJECT
จากหนังสือชื่อ Burma woman’ voice for peaces

ฉันชื่อลีล่า(Leila) อายุ 46 เป็นชาวมุสลิมโรฮิงยาจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองมงดอว์ รัฐอาระกัน ประเทศพม่า สามีคนแรกของฉันเป็นคนโรฮิงยา แต่เขาเสียชีวิตที่ค่ายผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศ หลังจากที่แต่งงานกันได้แค่ 5 ปี สามีคนที่สองเป็นคนบังกลาเทศ และฉันก็เป็นภรรยาคนที่สองของเขาเช่นกัน แต่แต่งงานได้แค่ 4 ปี ฉันก็หย่ากับเขา ฉันมีลูกทั้งหมด 5 คน ลูกสาวสองคนแรกเกิดกับสามีชาวโรฮิงยา และลูก อีกสามคนเกิดกับสามีคนที่สอง เป็นผู้ชายสองและหญิงหนึ่ง ตอนนี้ลูกสาวสองคนของฉันได้แต่งงานกับคน บังกลาเทศไปแล้ว ในขณะที่ลูกชายคนโตยังไม่ได้แต่งงานและตอนนี้กำลังทำงานอยู่ที่โรงงานเสื้อผ้าแห่งหนึ่ง ในกรุงธากา ลูกสาวคนหนึ่งของฉันไม่สามารถพึ่งตัวเองได้ ส่วนลูกชายคนเล็กที่อยู่กับฉัน ตอนนี้อายุ 16 ปี กำลัง หาเงินเลี้ยงตัวเองด้วยการเข็นรถลาก ส่วนฉันทำงานเป็นแม่บ้านรับจ้างทำความสะอาด

Whale Rider : ปาฏิหาริย์ ศรัทธา มหาสมุทร

โดย หมอกเต่หว่า

ความเชื่อและวัฒนธรรมประเพณีได้ชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีงามและเป็นรากฐานแสดงถึงอัตลักษณ์ของชนชาตินั้นๆ ให้ดำรงอยู่สืบไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเชื่อและประเพณีบางอย่างได้กีดกันและเป็นเส้นแบ่งกั้นระหว่างหญิงและชายให้ต่างชั้นกันออกไป ทั้งๆ ที่ เป็นมนุษย์เหมือนๆ กัน ผู้ชายถูกเชิดชูด้วยสัญลักษณ์ที่แข็งแกร่งน่ายกย่อง ในขณะที่ผู้หญิงถูกตราหน้าว่าเป็นเพศที่อ่อนแอและดูด้อยค่ากว่าเพศชาย และเมื่อความเชื่อนี้ได้หยั่งรากฝังลึกกลายเป็นวัฒนธรรมและปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน จึงไม่แปลกเลยที่ถึงแม้เรา จะยืนอยู่ในยุคศตวรรษที่ 21 แล้ว แต่เรากลับยังได้เห็นภาพการเลือกปฏิบัติและจำกัดสิทธิต่อผู้หญิงในบางประเทศ 

ลูกค้าสูงวัยในร้านอินเทอร์เน็ตพม่า

โดย โม๋หอม

ทุกวันนี้การแลกที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์กับเพื่อนใหม่กลายเป็นเรื่องที่ “เอ๊าท์”(out-of-date) หรือล้าสมัยไป เสียแล้ว ยุคนี้มันต้องอีเมล์แอดเดรส เฟซบุ๊ค ไฮไฟว์ หรือ ทวิตเตอร์ถึงจะดูดี โดยเฉพาะในกลุ่ม “คนวัยทีน”(teen) ซึ่ง บางคนรู้จักกันผ่านเกมส์ออนไลน์โดยที่ไม่เคยเจอตัวจริงด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจร้านอินเทอร์เน็ต หรืออีกชื่อหนึ่งเก๋ๆ ว่า “อินเทอร์เน็ตคาเฟ่” ที่ผุดขึ้นมาทั่วทุกมุมถนนในเมืองโดยเฉพาะย่านสถาบันการศึกษา จึงสามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำจากคนรุ่นใหม่เหล่านี้

Orphans of Burma’s Cyclone ชะตากรรมเด็กกำพร้าหลังไซโคลนนาร์กิส

โดย หมอกเต่หว่า

ความทรงจำวัยเด็กของบางคนอาจเต็มไปด้วยเรื่องราวดีๆ จนอยากเก็บไว้หวนรำลึกถึงไปชั่วชีวิต แต่สำหรับบางคนอาจเต็มไปด้วยความทรงจำอันเลวร้าย จนไม่อยากเก็บมาคิดอีก เหมือนกับเด็กๆ ในพื้นที่ประสบภัยจากพายุไซโคลนนาร์กิส ที่พวกเขาเองก็คงอยากลืมประสบการณ์ที่แสนเจ็บปวด ในวันที่ต้องสูญเสียพ่อแม่และสมาชิกในครอบครัวไปตลอดกา

ดอกไม้เหล็กใต้เงาเผด็จการ

เมื่อเอ่ยถึงผู้หญิงที่มีบทบาทในพม่า บุคคลที่ คนส่วนใหญ่ นึกถึงเป็นอันดับแรกคงเป็นใครอื่นไม่ได้ นอกเสียจากนางอองซาน ซูจี สัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อ สันติภาพและประชาธิปไตย แต่หากเราติดตามสถานการณ์ พม่าย้อนหลังไปแปดปีจะพบว่า นอกเหนือ จากนางอองซาน ซูจีแล้ว ยังมีชื่อของผู้หญิงคนอื่นๆ ปรากฏให้เห็นตามสื่อต่างๆ ในฐานะบุคคลที่ทำงานเพื่อ ประชาชน ทั้งในประเด็นการเมืองและสิทธิมนุษยชน ซึ่งบ่อยครั้งที่พวกเธอได้กล่าวถึง นางอองซาน ซูจี ผู้ที่จุดประกายและเป็นแรงผลักดัน ให้เธอเหล่านั้นกล้าลุกขึ้นสู้เพื่อความถูกต้อง

สิทธิเด็กในพม่าภายใต้รัฐบาลทหาร

เด็กๆ ในหลายประเทศมีโอกาสได้จัดงาน วันเด็ก ได้รับโอกาสในการเรียนและโอกาส อื่นๆ มากมาย แต่เด็กในพม่ากลับต้องวิ่งหนี ลูกปืนและกับระเบิดเพื่อเอาชีวิตรอด สิทธิของ เด็กๆ ในประเทศนี้จึงถูกยื้อแย่งและถูก แทนที่ด้วยการกระทำที่โหดร้ายจากผู้ใหญ่ ในเครื่องแบบทหารพม่า

เมกะโปรเจ็กท์ ขุมทรัพย์ของรัฐบาล ขุมนรกของประชาชน

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐบาล หรือที่ เรียกว่า เมกะโปรเจ็กท์ ได้ผุดขึ้นในพม่าหลายโครงการ  ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ การผลิตและส่งออกพลังงานธรรมชาติ ซึ่งในสายตารัฐบาลทหารพม่า โครงการ เหล่านี้คือแหล่งรายได้มหาศาล ที่จะสามารถเสริมเขี้ยวเล็บของกองทัพให้ แข็งแกร่งต่อไป แต่สำหรับประชาชนแล้ว พวกเขาอาจต้องเผชิญกับหายนะ ครั้งใหญ่ในชีวิต หรือต้องพบกับความสูญเสียที่ไม่อาจเรียกคืนค่าชดเชยใดๆ จากรัฐบาลได้เลย

8 ปีแห่งความล้มเหลว ของระบบสุขภาพในพม่า


เป็นที่ทราบกันดีว่า ประเทศพม่าปกครองด้วยรัฐบาลเผด็จการ ทหาร ที่มุ่งทำนุบำรุงงานด้านกองทัพเป็นสำคัญ สภาพชีวิตความเป็นอยู่ ของประชาชนในประเทศถูกปล่อยให้อยู่กันแบบตามมีตามเกิด สาธารณูปโภคพื้นฐานและสิทธิการรักษาพยาบาลขั้นต่ำที่ประชาชน ควรได้รับ ยังไม่เป็นจริงดังคำโฆษณา บทความชิ้นนี้แปลจากงานเขียน ของ Phil Thornton ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 สะท้อนมุมมองปัญหาการรักษาพยาบาลและ ปัญหาสุขภาพของคนพม่าได้อย่างชัดเจนผ่านคนไข้ในคลินิกแม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก

แม่หลวงของชาวกะเหรี่ยง ผู้หญิงแถวหน้าของคนชายขอบ

โดย  ฐิรติ  วสุนธรา

หน้าจอทีวีในช่วงค่ำของวันที่ 8 มีนาคม 2553  กิจกรรมวันสตรีสากล จัดเป็นประเด็นเด่นประจำวัน โดยเฉพาะการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่ ผู้หญิงจากทั่วประเทศที่ทำความดีในด้านต่างๆ ทว่า ณ แผ่นดินรัฐกะเหรี่ยง  และรัฐมอญ ยังมีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งอาสาเสี่ยงชีวิตเสียสละตัวเองเพื่อปกป้อง ชุมชน ทั้งที่รู้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับทหารพม่าที่ขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุด ในขณะที่ผู้ชายหลายคนกลับปฏิเสธและวิ่งหนี

โรงเรียน OPC บ้านน้อยของเด็กหลังเขา

โดย หมอกเต่หว่า
ทิวทัศน์ภูเขาสูงสลับเรียงซ้อนตัวสวยงามตระการตา ของเมืองสามหมอกและ 1,864 โค้งที่รอให้หลายคน ไปพิชิต บวกกับวัฒนธรรมหลากหลายเชื้อชาติของผู้คนใน จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นมนต์เสน่ห์ที่ดึงดูดให้ใครหลายคนอยาก ไปเยือน แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าเบื้องหลังภูเขาเหล่านั้นยังมี โรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งเปรียบเสมือนเป็นบ้านอันแสนอบอุ่น ที่หยิบยื่นโอกาสให้กับเด็กตัวน้อยๆ ไร้ที่พึ่ง ไร้หนทางและความหวัง ที่แห่งนี้ยังเป็นเป็นโรงเพาะเมล็ดต้นกล้านั่นก็คือเด็กๆ ให้เติบโต เป็นคนดีมีคุณภาพในอนาคต

ชีวิต(ที่ถูกลืม)หลังสนามรบของทหารพม่า

ภาพ Yuzo Uda
ทุกๆ ปี เมื่อใกล้วันทหารผ่านศึกซึ่งตรงกับวันที่ 3 กุมภาพันธ์ทีไร ภาพที่มักจะเห็นตาม หน้าจอโทรทัศน์ช่วงข่าวภาคค่ำก็หนีไม่พ้นเหล่าดารานักร้องหน้าแฉล้มยกโขยงกันไปตามศูนย์การค้าที่คนพลุกพล่าน ตระเวนขายดอกป๊อบปี้สีแดงสด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ ของวันทหารผ่านศึก เพื่อนำรายได้ไปช่วยเหลือทหารผ่านศึกที่ทุพพลภาพและ ครอบครัว ในหลายๆ ประเทศ ทหารผ่านศึกเปรียบเสมือนวีรบุรุษที่ได้รับการยกย่องจากสังคม

“จิ่งคำ” เรารอดแล้วต้องช่วยคนอื่นต่อ

โดย องค์ บรรจุน

คนไทยใหญ่หลายคนที่ได้ยินการพูดคุยของเราอยู่ตรงนั้นพูด เป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ต้องการเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติ เพราะ การมีบัตรประชาชนพม่า นอกจากจะทำให้พวกเขารู้สึกเจ็บช้ำที่ต้องถือ บัตรประชาชนพม่าอยู่บนแผ่นดินรัฐฉานของเขาเองแล้ว การมีบัตร ประชาชนยังทำให้รัฐบาลพม่า “ฮู่ปี่ ฮู่น้อง ฮู่เจ้อ ฮู่เคอ” ไม่สามารถทำ กิจกรรมเพื่อพี่น้องไทยใหญ่ได้อีกต่อไป แม้แต่การเข้ามาทำงานในเมือง ไทยก็จะต้องถูกตรวจสอบและติดตาม รวมทั้งญาติพี่น้องเพื่อนบ้านก็ พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย

ลมหายใจรวยระริน บนต้นน้ำอิระวดี

โดย ซอว์ง อู

มิตจีนา เมืองหลวงของรัฐคะฉิ่น ประเทศพม่า
รถแวนสีขาวพาเราออกนอกเมืองมิตจีนามุ่งหน้าขึ้นไปทางทิศเหนือบนถนนคอนกรีตผิวเรียบ ซึ่งคนนำทางชาวเมืองมิตจีนากระซิบบอกด้วยความภูมิใจว่าเป็นผลงานของกองกำลังคะฉิ่นได้สร้างไว้ไม่ใช่รัฐบาลพม่า ถนนจึงมีสภาพดีกว่าในเมืองใหญ่ๆ อย่างย่างกุ้งเสียอีก แต่ชื่นชมได้ไม่นานนัก ถนนก็เริ่มแคบและขรุขระลงเรื่อยๆ ก่อนจะกลายเป็นทางดินคดเคี้ยว รถสองแถวที่แล่นสวนมาหอบเอาฝุ่นหนาเตอะที่กองอยู่บนผิวดินฟุ้งกระจายจนแทบมองไม่เห็นทางข้างหน้า

สองชั่วโมงผ่านไป เมื่อฝุ่นเริ่มจางลง สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า คือ ภาพของแม่น้ำสองสายที่ชื่อ “เมขะ” และ “มาลิขะ” สะท้อนแสงแดดระยิบระยับและไหลมาบรรจบกันโดยมีภูเขาเตี้ยๆ สีเขียวครึ้มเป็นฉากหลัง

“มิตซง” คือชื่อที่สถานที่แห่งนี้ถูกเรียกขาน ซึ่งมีความหมายว่า “สบน้ำ” และที่นี่เองคือจุดเริ่มต้นของแม่น้ำอิระวดีอันเลื่องชื่อเรื่องความสวยงามและความอุดมสมบูรณ์ หล่อเลี้ยงผู้คนในพม่ามาช้านาน หากอิระวดีเป็นสายเลือดใหญ่ มิตซงก็คือหัวใจที่มีความสำคัญต่อผู้คนบนผืนแผ่นดินนี้ โดยเฉพาะคนต้นน้ำอย่างชาวคะฉิ่น*

พ่อผมเป็นทหารพม่า ฝันร้ายที่เป็นจริง

ท่ามกลางพื้นที่ที่เต็มไปด้วยภูเขาและป่าไม้ในรัฐฉาน ที่นั่นมีบ้านแสนสวยอยู่หลังหนึ่ง ผมอยู่ที่บ้านหลังนั้นอยู่กับพ่อแม่และน้องชายมาตั้งแต่เกิด ผมชื่อ จาย จาย (นามสมมติ) ปัจจุบันอายุ 21 ปี ผมจำได้ว่า ตอนผมยังเด็กพ่อของผมไม่เคยใช้เวลาอยู่กับบ้านนาน ๆ เหมือนกับพ่อของคนอื่น ทีแรกผมคิดว่าพ่ออาจจะออกไปทำธุระข้างนอก แต่ทุกครั้งที่พ่อไป กว่าจะกลับมาก็เป็นแรมเดือน เป็นเช่นนี้มานานหลายปีแล้ว ผมลองถามแม่ดู แม่บอกว่าพ่อเป็นทหาร แต่ตอนนั้นผมยังเด็กเกินไปจึงไม่ได้ใจในสิ่งที่แม่บอก จนกระทั่ง วันหนึ่ง ขณะที่ผมอายุได้ 4 ขวบ ผมจึงได้รู้ว่าพ่อของผมเป็นใคร วันนั้น เป็นวันที่ผมไม่มีวันลืม เพราะเป็นวันที่ครอบครัวของผมต้องแยกจากกันตลอดกาล

ชีวิตบนเส้นด้าย การย้ายสัตว์สังคม ศูนย์ผู้ลี้ภัยแม่กองคา

“ รู้ว่าส่งไปตาย ใครบ้างที่อยากไป ” เป็นคำพูด จากชาวบ้านในศูนย์ผู้ลี้ภัยบ้านแม่กองคา หรือ “แม่คาคี” เมื่อเริ่มมีการย้ายคน ในศูนย์ผู้ลี้ภัย บ้านแม่กองคา ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อเอาคนเหล่านี้ไปไว้ที่ ห้วยแม่ละอูน บ้านแม่ตอละ ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งอยู่ติดกับ พูบอหลู่ อยู่ติดกับแม่น้ำยวม ห่างจากชายแดน ไทย – พม่า ประมาณ 4 – 5 กิโลเมตร ที่เคยเป็นที่พักพิงเก่าของ กองกำลังกู้ชาติกะเหรี่ยง KNU. หลังจากที่ ถูก ทหารพม่า ร่วมกับกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธ DKBA. ตีค่ายมาเนอปลอว์ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นแตก เมื่อประมาณปี 2538