เรื่อง พูโหง่งฉ่วยแต้ลัก
โดย ขิ่นงิ่งติ๊ด จากเว็บไซต์ www.naytthit.com
แปลโดย Numripan
เมื่อปี 2006 ครอบครัวของดิฉันได้ย้ายบ้านจากถนนมิ้นติ่นไปที่ถนนมีนดง ในเขตตุวานะซึ่งอยู่เขตเดียวกัน ใกล้บ้านดิฉันมีเด็กชายคนหนึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียว กับลูกของดิฉัน ชื่อ “กูปีซู” เป็นเด็กน่ารัก ตัวอ้วนๆ และพูดจาสุภาพเรียบร้อยมาก ซึ่งนั่นทำให้รู้ว่า เด็กชายคนนี้เติบโตมาจากครอบครัวที่อบอุ่นและได้รับการสอนสั่ง มาเป็นอย่างดี แม้จะมีอายุแค่สี่ขวบกว่าเท่านั้น แต่เด็กน้อยกลับมีความเห็นอกเห็นใจ ต่อเพื่อนคนอื่นๆ
แม่ของกูปีซูเป็นคนมีการศึกษา ปัจจุบันทำงานรับราชการ โก่ตินหน่ายทูน ผู้เป็นพ่อทำงานอยู่ที่ บริษัทวินแทส ตำแหน่งเจ้าหน้าที่เดินเรือ แต่พักหลังๆ นี้กลับไม่ค่อยเห็นหน้าเขา อาจเป็นเพราะว่าเขาคง ขึ้นเรือไปทำงานเหมือนทุกๆ ครั้ง
วันหนึ่ง องหม่า ภรรยาของโก่ตินหน่ายทูนได้ทำบุญเลี้ยงพระที่บ้าน และเธอก็เชิญฉันให้ไปร่วม ทำบุญด้วย ฉันคิดว่าเธอคงทำบุญเหมือนทั่วไป แต่นั่นกลับเป็นสิ่งที่ฉันเดาผิด
“ทำบุญเนื่องในโอกาสอะไรจ๊ะ” ฉันถามออกไป
องหม่าตอบกลับด้วยสีหน้าเศร้าๆ ว่า “ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปค่ะ”
ฉันได้แต่ประหลาดใจกับคำตอบที่ได้รับ และก็อดที่จะถามต่อไปไม่ได้ว่า “ใครเสียหรือจ๊ะ องหม่า”
เธอนิ่งไปสักพัก สังเกตได้ว่านัยน์ตาของเธอเริ่มแดงก่ำแต่ก็กัดฟันพูด ออกมาว่า “โก่ตินหน่ายทูนเสียแล้วค่ะพี่”
ฉันจึงถามต่อว่า “แล้วเขาเสียได้อย่างไร ตั้งแต่เมื่อไหร่”
ฉันพูดขึ้นพร้อมกับความรู้สึกตกใจ และไม่สบายใจผุดขึ้นมาทันที
“พี่ไม่รู้เรื่องคดีของสามีฉันหรือ” องหม่าถามกลับ ขณะที่ฉันก็ยืนยันว่าไม่เคยทราบเรื่องนี้จริงๆ
องหม่าจึงเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉันฟัง เธอเล่าด้วยใบหน้าเศร้าว่า หลังกลับมาจากการเดินเรือ ครั้งที่สองเมื่อปี 2005 สามีของเธอตั้งใจเอาไว้ว่าจะสอบเข้าเป็นผู้ช่วยกัปตันเรือ เขาไม่ใช่คนชอบเที่ยวหรือ ชอบดื่มเหล้าเหมือนผู้ชายคนอื่นๆ กลับมาครั้งนี้เขาจึงเก็บเงินได้พอสมควร เขาซื้อรถยนต์หนึ่งคัน ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงที่สามีของเธอตั้งใจอ่านหนังสือมาก เพราะหวังที่จะสอบเข้าเป็นผู้ช่วยกัปตันให้ได้
แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เองก็เป็นช่วงเดียวกับที่รัฐบาลเริ่มเปลี่ยนแปลงแก้ไขการปกครองท้องถิ่น อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะกับกลุ่มที่มีบทบาทและมีอิทธิพลในชุมชนชาวพม่าที่เรียกตัวเองว่า สมาคม เอกภาพและการพัฒนา หรือ USDA ผู้ให้การสนับสนุนรัฐบาลพม่ามาโดยตลอด องหม่าเล่าว่า ในอดีต หลายสิบปีที่ผ่านมา ประธานกลุ่ม USDA จะต้องเป็นคนที่มีอายุและเป็นที่นับถือของชุมชน แต่ในตอนหลัง ทาง USDA ได้วางแผนเอาไว้ว่า ประธาน USDA ต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรี และมีอายุต่ำกว่าสี่สิบปี โดยผู้ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานจะต้องเข้ารับการอบรมที่ทางอำเภอจัดให้ จึงจะสามารถ ดำรงตำแหน่งได้ โก่ตั้นเส่ง เพื่อนสนิทของโก่ตินหน่ายทูนก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เข้าเป็นสมาชิกขององค์กรนี้ และเขายังดำรงตำแหน่งเป็นประธาน USDA ในเขตชุมชนของเราด้วย
องหม่าเล่าว่า โก่ตินหน่ายทูนและโก่ตั้นเส่งเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียน ทั้งสองคนเรียนที่เดียวกัน และโตมาด้วยกัน ในช่วงที่โก่ตินหน่ายทูนตัดสินใจซื้อรถนั้น เขาเคยขอให้โก่ตั้นเส่งมาช่วยค้ำประกัน แต่ โก่ตินหน่ายทูนไม่เคยรู้มาก่อนว่า หากคนในชุมชนจะซื้อขายรถ หรือซื้อขายอะไรก็ตาม จำเป็นต้องจ่ายเงิน ค่านายหน้าให้กับประธาน USDA ในพื้นที่นั้นๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้ให้เช่าบ้านหรือผู้เช่าบ้านก็จำเป็นต้อง จ่ายเงินส่วนหนึ่งให้กับกลุ่ม USDA ด้วยเช่นกัน
องหม่าเล่าว่า โก่ตั้นเส่งเองเคยเรียกเก็บเงินค่านายหน้าจากโก่ตินหน่ายทูน ในช่วงที่สามีของเธอ ซื้อรถในเวลาต่อมา และในตอนนั้น โก่ตินหน่ายทูนได้ตอบเพื่อนรักของเขาไปว่า
“เอ้า...เมื่อกี๊ก็ให้แล้วไงจะเอาอะไรอีก ระหว่างนายกับฉันซึ่งเป็นเพื่อนรักกัน นายถึงขั้นต้อง ขอเงินกันเลยหรือ”
แต่ทว่า คำพูดของโก่ตินหน่ายทูนที่ตอบกลับเพื่อนรักในครั้งนั้น กลับทำให้โก่ตั้นเส่งแค้นใจและ ตัดเพื่อนกับโก่ตินหน่ายทูนอย่างเงียบๆ และนั่นยังนำไปสู่เหตุการณ์พลิกผันต่างๆ ตามมา และยังทำให้ครอบครัวที่เคยแสนอบอุ่นที่มีทั้งพ่อแม่ลูกของเด็กชายกูปีซูไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก เพียงเพราะ ความต้องการแก้แค้นของโก่ตั้นเส่ง
หนึ่งเดือนต่อมาหลังจากนั้น ได้เกิดเหตุการณ์ที่พี่ชายขององหม่าเมาเหล้าและอาละวาด ซึ่งปกติ พี่ชายของเธอก็เป็นคนขี้เหล้าประจำชุมชนแห่งนี้อยู่แล้ว ในเหตุการณ์ครั้งนั้น โก่ตินหน่ายทูนได้ห้ามพี่ชาย ขององหม่าไม่ให้อาละวาดกับคนอื่นๆ เขาแย่งมีดเล่มยาวจากพี่ขององหม่าและเสียบมันไว้ที่เอว
ในขณะเดียวกัน พ่อขององหม่าไม่อยากให้ทั้งสองคนต้องถกเถียงกัน จึงพาโก่ตินหน่ายทูนไปที่ร้าน น้ำชาแห่งหนึ่ง เมื่อถึงร้านน้ำชา โก่ตินหน่ายทูนได้เอามีดที่เสียบไว้ที่เอวออกมาวางบนโต๊ะ ระหว่างนั้นเอง โก่ตั้นเส่งเห็นเข้าจึงรีบไปแจ้งตำรวจให้มาจับโก่ตินหน่ายทูน สามีขององหม่าถูกจับในข้อหามีอาวุธโดยไม่มีใบอนุญาตครอบครอง เป็นที่ทราบดีว่า ในช่วงนั้นโก่ตั้นเส่งกับตำรวจที่ชื่อเต็งส่วยเป็นเพื่อนกัน พวกเขา มักหากินกับคนในชุมชนเป็นประจำอยู่แล้ว จริงๆ แล้วเหตุที่โก่ตินหน่ายทูนถูกจับก็เป็นเพราะว่าทาง
ตำรวจและ USDA ได้วางแผนร่วมมือกันเตรียมกลั่นแกล้งโก่ตินหน่ายทูนอยู่แล้ว เพราะต้องการแก้แค้นที่ไปต่อว่าโก่ตั้นเส่ง นอกจากนี้ยังมีจุดประสงค์เพื่อรีดไถเงิน
ฉันอดที่จะสงสารทั้งโก่ตินหน่ายทูนและองหม่าไม่ได้ เมื่อได้ฟังเรื่องราวจากปากองหม่า แม้เรื่อง แบบนี้จะเกิดขึ้นบ่อยในชุมชนของเราจนกลายเป็นความชาชิน บางครั้งกลุ่ม USDA และเจ้าหน้าที่มัก ร่วมมือกันและบุกค้นบ้านของชาวบ้านโดยอ้างว่า ต้องการตรวจรายชื่อของแขกที่มาเข้าพัก ชาวบ้านบางคน ไม่อยากโดนจับจึงยอมติดสินบนเป็นเงินราวห้าพันจั๊ต แต่สำหรับคนธรรมดาหรือคนที่มีฐานะยากจนที่ ไม่สามารถจ่ายเงินให้กับคนกลุ่มนี้ได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาไม่รายงานชื่อแขกที่เข้าพักในบ้านของ ตัวเองแล้วล่ะก็ มักจะโดนจับทันทีและถูกเลือกปฏิบัติ ในขณะที่คดีอาชญากรรมหรือคดีลักเล็กขโมยน้อยที่เกิดขึ้นในชุมชนกลับพบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เคยหาตัวผู้ร้ายหรือสามารถนำทรัพย์สมบัติกลับคืนมาให้ ชาวบ้านที่เสียหายได้สักครั้ง นั่นเป็นเพราะว่าพวกเขาอยากได้เงินมากกว่าจะตามจับคนร้าย แต่เรื่องราว ของสามีองหม่าไม่ได้จบอยู่เพียงแค่นั้น
หลังจากที่สามีถูกจับตัวไป องหม่าได้ตามไปที่สถานีตำรวจ ผู้กำกับเต็งส่วยได้บอกกับเธอว่า คดีของ โก่ตินหน่ายทูนเป็นคดีครอบครองอาวุธโดยไม่มีใบอนุญาต แต่ถ้าให้เงินจำนวนสองล้านจั๊ต สามีของเธอ ก็จะได้รับอิสรภาพทันที แต่ในขณะนั้น องหม่าไม่สามารถหาเงินจำนวนมากขนาดนั้นได้ แม้ในเวลาต่อมา เธอจะสามารถหาเงินจำนวนสองล้านจั๊ตมาได้เพื่อนำไปไถ่ตัวสามีของเธอออกมา แต่เธอก็พบว่าทุกอย่าง ก็สายเกินไป เพราะแฟ้มคดีของโก่ตินหน่ายทูนได้ถูกส่งไปที่ผู้ว่าการเขตแล้วระหว่างที่ผู้กำกับเต็งส่วยกับ ตำรวจอีกคนเปลี่ยนเวร เป็นที่ทราบกันดีว่า กฎข้อบังคับของตำรวจพม่าคือ ต้องปิดคดีให้ได้ภายในหนึ่งเดือน ซึ่งกฎข้อบังคับนี้เป็นคำสั่งโดยตรงจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง
และท้ายสุด คดีของโก่ตินหน่ายทูนก็ไม่ได้จบอยู่ที่โรงพัก องหม่าต้องไปหาผู้ว่าการเขตต่อ แต่คดี ก็ไม่จบง่ายๆ เพราะผู้ว่าการเขตบอกให้องหม่าสู้คดีในชั้นศาล แต่คำกล่าวหาของตำรวจนั้นหนักหนาจน โก่ตินหน่ายทูนไม่สามารถสู้ในชั้นศาลได้ และโทษครอบครองอาวุธอาจถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาถึง 7 ปี ท้ายที่สุดแล้ว โก่ตินหน่ายทุนก็ถูกผู้พิพากษาลดโทษและสั่งจำคุก 2 ปีทั้งที่เขาไม่ได้ทำความผิดอะไร
“พี่คะ รู้ไหมฉันต้องจ่ายเงินให้กับผู้อำนวยการเรือนจำตั้งหนึ่งล้านจั๊ต แต่หัวหน้าผู้คุมนักโทษ และรองผู้อำนวยการเรือนจำได้นำเรื่องนี้ออกมาแฉ จึงทำให้ผู้อำนวยการเรือนจำต้องออกจาก ตำแหน่งไป ด้านนักโทษที่อยู่ภายใต้การดูแลของผู้อำนวยการเรือนจำคนนี้ ซึ่งรวมถึงพี่โก่ตินหน่ายทูน เองก็ต้องไปเป็นลูกหาบของทหารพม่า” องหม่าเล่าพร้อมกับความแค้นใจที่ไม่สามารถช่วยสามีออก มาได้
องหม่าเล่าต่อว่า “ฉันติดตามเรื่องของโก่ตินหน่ายทูนมาตลอด แต่ไม่ทราบชัดเจนว่าเขาถูก นำตัวไปอยู่ที่ไหน รู้อีกทีก็เมื่อต้นปี 2007 มีผู้ชายคนหนึ่งได้ติดต่อฉันมา เขาบอกว่า เขาและสามีฉัน ถูกนำตัวไปเป็นลูกหาบของทหารพม่าเหมือนกัน แต่สามีของฉันกับนักโทษอีกสิบหกคนได้เหยียบกับระเบิดเสียชีวิตแล้ว ในจำนวนนี้รอดมาได้แค่สามคนเท่านั้น ฉันไม่อยากเชื่อเลยพี่ ว่าทหารได้นำ นักโทษไปเป็นลูกหาบและเก็บกู้ระเบิด ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นกับครอบครัวฉัน” องหม่าเล่าพร้อมน้ำตานองหน้า ในขณะที่ฉันเองนั่งฟังด้วยความสะเทือนใจจนพูดไม่ออก แต่เธอก็พูด ต่อไปว่า
“ในตอนแรกฉันไม่ค่อยอยากเชื่อ ฉันจึงเดินทางไปหาเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องของสามีฉัน เพื่อถามให้แน่ใจว่าสามีของฉันเป็นอย่างไรบ้าง พวกเขาบอกแต่เพียงว่า เมื่อวานนี้มีทหารสองคน ยศสิบเอกมาหาฉันแต่บังเอิญฉันไม่อยู่ พวกเขาจึงฝากเงินไว้ให้หกพันจั๊ต ฉันจึงถามพวกเขาว่า มันเรื่องอะไร ทำไมถึงต้องให้เงินฉันด้วย แต่พวกเขาบอกว่า ทหารยศสิบเอกสองคนที่มาหาฉันได้ฝากเงินไว้ พร้อมกับบอกว่าเงินนี้คือเงินเดือนของสามีฉันในฐานะที่เขาได้รับใช้ต่อประเทศชาติ แล้ว ทำไมถึงได้แค่หกพันจั๊ต แล้วตอนนี้สามีของฉันอยู่ที่ไหน พวกเขาบอกว่า สามีของฉันเสียชีวิตแล้ว จากไข้มาลาเรีย ทั้งที่เขาเพิ่งถูกคุมขังได้ไม่นาน พวกเขาโกหกฉัน” องหม่าพูดออกมาพร้อมกับร้องไห้ สะอึกสะอื้นจนฉันอดสงสารไม่ได้ และฉันก็รู้ว่าเธอคงเจ็บใจกับเรื่องนี้มาก
“ทำไมพวกเขาถึงส่งข่าวช้าขนาดนี้ด้วย ทำไมฉันถึงรู้เรื่องการตายของสามีช้าขนาดนี้ด้วย และทำไมพวกเขาต้องทำร้ายอนาคตของลูกฉันด้วย” คำถามมากมายพรั่งพรูออกมาจากปากของ องหม่า แต่คำถามนั้นก็ไม่มีใครกล้าตอบเธอ แม้ฉันจะรู้คำตอบดีอยู่ในใจก็ตาม
“อยากจะส่งหนังสือร้องเรียนไปที่องค์กร ILO (องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ) ไหม” ฉัน ถามขึ้น
องหม่านิ่งไปสักพักด้วยสีหน้าเลื่อนลอย ก่อนที่จะตอบออกมาด้วยน้ำเสียงที่สัมผัสได้ถึงการ หมดสิ้นความหวัง “พี่คะ ถ้าฉันไปร้องเรียนกับองค์กร ILO ฉันก็โดนจับไปอีกคนสิคะ ตอนนี้ลูกกูปีซูก็กำพร้าพ่อไปแล้ว อนาคตของลูกฉันก็ไม่แน่นอน ฉันไม่อยากให้ลูกต้องมาลำบากเพราะฉัน อีกคน” คำพูดขององหม่าสะเทือนใจฉันอีกรอบที่เราไม่มีทางสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมได้เลย
“จริงสินะ ประชาชนในพม่าหลายๆ คนกำลังถูกกดขี่ข่มเหงรังแก บางคนถูกบังคับใช้แรงงาน แต่ไม่มีใครกล้าขัดขืน เพราะถ้าลุกขึ้นมาขัดขืนก็ต้องถูกกระทำกลับด้วยความโหดร้ายที่ยากจะ คาดเดาได้” ฉันแอบคิดอยู่ในใจ และองหม่าก็คงจะคิดเช่นเดียวกัน
“ฉันเกลียดโก่ตั้นเส่งกับเต็งส่วยเหลือเกิน ฉันขอสาปแช่งให้พวกเขาได้รับผลกรรมที่ทำไว้” องหม่าพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตานิ่ง แต่ภายในใจของเธอคงเต็มไปด้วยไฟแค้นที่ร้อนรุ่ม เราทั้งคู่ต่างนิ่งเงียบและมองไปยังเด็กๆ ที่กำลังเล่นอย่างสนุกสนาน พวกเขายังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ในขณะที่ฉันนึกถึงคำพูดหนึ่งในหนังสือที่กล่าวเอาไว้ว่า
“ให้หลับตา ปิดตา และอยู่อย่างเงียบๆ”.