แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฉบับที่ 57 (ม.ค. - ก.พ. 53) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฉบับที่ 57 (ม.ค. - ก.พ. 53) แสดงบทความทั้งหมด
ชีวิต(ที่ถูกลืม)หลังสนามรบของทหารพม่า
| ภาพ Yuzo Uda |
Dirty Pretty Things - ลบเหลี่ยมเลว
โดย หมอกเต่หว่า
ในโลกนี้คงไม่มีใครปรารถนาชีวิตที่ไร้สิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่หลายคนก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงชะตาชีวิตเหล่านี้ได้ พวกเขาจึงทำได้เพียงแค่เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันและทำทุกวิถีทางเพื่อความอยู่รอดยิงหลาว สาวน้อยไทใหญ่ นักสู้เพื่อสันติภาพในพม่า
โดย วรลักษณ์ สงวนแก้ว
หนึ่งในผลงานที่ได้รับคัดเลือกจากการประกวดเรื่องเล่าในโครงการ "เพื่อนจากชายแดนตะวันตก"
เสียงสาวน้อยแนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษอย่างฉะฉานใน การฝึกอบรมหลักสูตร “การจัดทำรัฐธรรมนูญสำหรับภูมิภาค เอเชีย” ซึ่งจัดโดยองค์การสหประชาชาติเพื่อการพัฒนาประจำ ประเทศไทย หน้าตาของเธอคมคายใกล้เคียงกับคนไทยมาก เมื่อ ดูจากรายชื่อของผู้เข้ารับการฝึกอบรม ถึงรู้ว่าเธอเป็นตัวแทน จากประเทศพม่า
เยือนเทศกาลมะหน่าว ก่อนจะเหลือเพียงความทรงจำ
โดย โม๋หอม
ซากุระทาวเวอร์ ย่างกุ้ง ประเทศพม่า
ธนบัตรใบละ 100 ดอลลาร์ จำนวน 3 ฉบับ เทียบเท่าเงินไทยมูลค่าเหยียบหมื่นถูกหยิบยื่น เพื่อแลกกับตั๋วโดยสารเครื่องบินเที่ยวเดียว 2 ที่นั่ง จากย่างกุ้งไปยังมิตจีนา เมืองหลวงของรัฐคะฉิ่น เพื่อร่วมงานเทศกาลเต้นมะหน่าว งานเต้นรำประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวคะฉิ่น แม้สนนราคา จะค่อนข้างแพง และต้องใช้เวลาจองล่วงหน้านานนับเดือน แต่ด้วยข่าวลือที่หนาหูในกลุ่มเพื่อน คะฉิ่นว่า ปีนี้อาจจะจัดขึ้นเป็นปีสุดท้าย ซึ่งได้เริ่มขึ้นแล้วในขณะนี้และจะสิ้นสุดลงในอีก 2 วัน ข้างหน้า หากเดินทางด้วยวิธีอื่นอาจสายเกินไป จึงทำให้เรากัดฟันจ่ายเงินค่าตั๋วเครื่องบินที่ ราคาแพงกว่าบินไปกลับกรุงเทพฯ-ฮ่องกงเพื่อไม่ให้พลาดงานนี้
“จิ่งคำ” เรารอดแล้วต้องช่วยคนอื่นต่อ
โดย องค์ บรรจุน
คนไทยใหญ่หลายคนที่ได้ยินการพูดคุยของเราอยู่ตรงนั้นพูด เป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ต้องการเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติ เพราะ การมีบัตรประชาชนพม่า นอกจากจะทำให้พวกเขารู้สึกเจ็บช้ำที่ต้องถือ บัตรประชาชนพม่าอยู่บนแผ่นดินรัฐฉานของเขาเองแล้ว การมีบัตร ประชาชนยังทำให้รัฐบาลพม่า “ฮู่ปี่ ฮู่น้อง ฮู่เจ้อ ฮู่เคอ” ไม่สามารถทำ กิจกรรมเพื่อพี่น้องไทยใหญ่ได้อีกต่อไป แม้แต่การเข้ามาทำงานในเมือง ไทยก็จะต้องถูกตรวจสอบและติดตาม รวมทั้งญาติพี่น้องเพื่อนบ้านก็ พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย
คนไทยใหญ่หลายคนที่ได้ยินการพูดคุยของเราอยู่ตรงนั้นพูด เป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ต้องการเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติ เพราะ การมีบัตรประชาชนพม่า นอกจากจะทำให้พวกเขารู้สึกเจ็บช้ำที่ต้องถือ บัตรประชาชนพม่าอยู่บนแผ่นดินรัฐฉานของเขาเองแล้ว การมีบัตร ประชาชนยังทำให้รัฐบาลพม่า “ฮู่ปี่ ฮู่น้อง ฮู่เจ้อ ฮู่เคอ” ไม่สามารถทำ กิจกรรมเพื่อพี่น้องไทยใหญ่ได้อีกต่อไป แม้แต่การเข้ามาทำงานในเมือง ไทยก็จะต้องถูกตรวจสอบและติดตาม รวมทั้งญาติพี่น้องเพื่อนบ้านก็ พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย
แสงประทีปน้อยๆ บนดอยไตแลง
โดย ฮานอย
ปลายฤดูหนาวในต้นเดือนกุมภาพันธ์ แดดยามเที่ยงวันบนดอยไตแลงยังคงเพิ่มอุณหภูมิ ขึ้นเรื่อยๆ แต่บริเวณลานกว้างหน้าอาคารเรียนของโรงเรียนมัธยมดอยไตแลงถูกจัดให้เป็น สนามแข่งฟุตบอลที่มีท้องฟ้ารอบล้อมเป็นฉากหลัง ข้างสนามเต็มไปด้วยเด็กๆ กำลังส่งเสียงเชียร์ เพื่อนอย่างสนุกสนาน
พิสูจน์สัญชาติ ทางออกหรือทางตันของแรงงานจากพม่า
โดย หมอกเต่หว่า
ด้วยสาเหตุปัญหาความไม่มั่นคงทางการเมือง การละเมิดสิทธิมนุษยชนภายใต้รัฐบาลเผด็จการ และปัญหาเรื่องปากท้อง ส่งผลให้ประชาชนในพม่าจำนวนมหาศาลผันตัวเองกลายเป็นแรงงานอพยพ และประชาชนชั้นล่างสุดในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะไทยที่มีแรงงานข้ามชาติ จากพม่าทั้งผิดและถูกกฎหมายเกือบ 2 - 3 ล้านคน หรือแรงงานข้ามชาติจำนวน 80 เปอร์เซ็นต์ มาจากพม่า
ส่งกลับผู้ลี้ภัยภัย ความตายที่รออยู่เบื้องหน้า
โดย ฐิรติ วสุนธรา
นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์การสู้รบระหว่างกองทัพพม่าสนธิกองกำลังทหารกะเหรี่ยงพุทธ หรือ DKBA กับกองกำลังกะเหรี่ยงคริสต์ หรือ KNU ช่วงเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ส่งผลให้มีผู้ลี้ภัยจำนวนกว่าสามพันคนได้หนีภัยความตายเข้ามาฝั่งไทย และอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ตั้งอยู่ในอ.ท่าสองยาง จ.ตาก โดยมีทหารไทยเป็นผู้ดูแลพื้นที่ มีองค์กรต่างประเทศให้การช่วยเหลือด้านอาหาร ขณะที่สถานการณ์การสู้รบภายในรัฐกะเหรี่ยงก็ยังไม่ได้รับการยืนยันแน่ชัดว่าได้ยุติลงแล้ว หรือมีความปลอดภัยหรือไม่อย่างไร ผู้ลี้ภัยเหล่านี้กลับถูกบังคับข่มขู่ และถูกผลักดันให้กลับไปเผชิญกับภัยความตายอีกครั้ง
นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์การสู้รบระหว่างกองทัพพม่าสนธิกองกำลังทหารกะเหรี่ยงพุทธ หรือ DKBA กับกองกำลังกะเหรี่ยงคริสต์ หรือ KNU ช่วงเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ส่งผลให้มีผู้ลี้ภัยจำนวนกว่าสามพันคนได้หนีภัยความตายเข้ามาฝั่งไทย และอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ตั้งอยู่ในอ.ท่าสองยาง จ.ตาก โดยมีทหารไทยเป็นผู้ดูแลพื้นที่ มีองค์กรต่างประเทศให้การช่วยเหลือด้านอาหาร ขณะที่สถานการณ์การสู้รบภายในรัฐกะเหรี่ยงก็ยังไม่ได้รับการยืนยันแน่ชัดว่าได้ยุติลงแล้ว หรือมีความปลอดภัยหรือไม่อย่างไร ผู้ลี้ภัยเหล่านี้กลับถูกบังคับข่มขู่ และถูกผลักดันให้กลับไปเผชิญกับภัยความตายอีกครั้ง
ลมหายใจรวยระริน บนต้นน้ำอิระวดี
โดย ซอว์ง อู
มิตจีนา เมืองหลวงของรัฐคะฉิ่น ประเทศพม่า
รถแวนสีขาวพาเราออกนอกเมืองมิตจีนามุ่งหน้าขึ้นไปทางทิศเหนือบนถนนคอนกรีตผิวเรียบ ซึ่งคนนำทางชาวเมืองมิตจีนากระซิบบอกด้วยความภูมิใจว่าเป็นผลงานของกองกำลังคะฉิ่นได้สร้างไว้ไม่ใช่รัฐบาลพม่า ถนนจึงมีสภาพดีกว่าในเมืองใหญ่ๆ อย่างย่างกุ้งเสียอีก แต่ชื่นชมได้ไม่นานนัก ถนนก็เริ่มแคบและขรุขระลงเรื่อยๆ ก่อนจะกลายเป็นทางดินคดเคี้ยว รถสองแถวที่แล่นสวนมาหอบเอาฝุ่นหนาเตอะที่กองอยู่บนผิวดินฟุ้งกระจายจนแทบมองไม่เห็นทางข้างหน้า
สองชั่วโมงผ่านไป เมื่อฝุ่นเริ่มจางลง สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า คือ ภาพของแม่น้ำสองสายที่ชื่อ “เมขะ” และ “มาลิขะ” สะท้อนแสงแดดระยิบระยับและไหลมาบรรจบกันโดยมีภูเขาเตี้ยๆ สีเขียวครึ้มเป็นฉากหลัง
“มิตซง” คือชื่อที่สถานที่แห่งนี้ถูกเรียกขาน ซึ่งมีความหมายว่า “สบน้ำ” และที่นี่เองคือจุดเริ่มต้นของแม่น้ำอิระวดีอันเลื่องชื่อเรื่องความสวยงามและความอุดมสมบูรณ์ หล่อเลี้ยงผู้คนในพม่ามาช้านาน หากอิระวดีเป็นสายเลือดใหญ่ มิตซงก็คือหัวใจที่มีความสำคัญต่อผู้คนบนผืนแผ่นดินนี้ โดยเฉพาะคนต้นน้ำอย่างชาวคะฉิ่น*
มิตจีนา เมืองหลวงของรัฐคะฉิ่น ประเทศพม่า
รถแวนสีขาวพาเราออกนอกเมืองมิตจีนามุ่งหน้าขึ้นไปทางทิศเหนือบนถนนคอนกรีตผิวเรียบ ซึ่งคนนำทางชาวเมืองมิตจีนากระซิบบอกด้วยความภูมิใจว่าเป็นผลงานของกองกำลังคะฉิ่นได้สร้างไว้ไม่ใช่รัฐบาลพม่า ถนนจึงมีสภาพดีกว่าในเมืองใหญ่ๆ อย่างย่างกุ้งเสียอีก แต่ชื่นชมได้ไม่นานนัก ถนนก็เริ่มแคบและขรุขระลงเรื่อยๆ ก่อนจะกลายเป็นทางดินคดเคี้ยว รถสองแถวที่แล่นสวนมาหอบเอาฝุ่นหนาเตอะที่กองอยู่บนผิวดินฟุ้งกระจายจนแทบมองไม่เห็นทางข้างหน้า
สองชั่วโมงผ่านไป เมื่อฝุ่นเริ่มจางลง สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า คือ ภาพของแม่น้ำสองสายที่ชื่อ “เมขะ” และ “มาลิขะ” สะท้อนแสงแดดระยิบระยับและไหลมาบรรจบกันโดยมีภูเขาเตี้ยๆ สีเขียวครึ้มเป็นฉากหลัง
“มิตซง” คือชื่อที่สถานที่แห่งนี้ถูกเรียกขาน ซึ่งมีความหมายว่า “สบน้ำ” และที่นี่เองคือจุดเริ่มต้นของแม่น้ำอิระวดีอันเลื่องชื่อเรื่องความสวยงามและความอุดมสมบูรณ์ หล่อเลี้ยงผู้คนในพม่ามาช้านาน หากอิระวดีเป็นสายเลือดใหญ่ มิตซงก็คือหัวใจที่มีความสำคัญต่อผู้คนบนผืนแผ่นดินนี้ โดยเฉพาะคนต้นน้ำอย่างชาวคะฉิ่น*
ไปดูหุ่นพม่าที่กัมพูชา
นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว
ไปเขมรมาหลายครั้ง มักจะวนเวียนอยู่ตรงแค่กลุ่มปราสาทหินนครวัด นครธม เมืองเสียมเรียบ หรือแถวจังหวัดบันเตียเมียนเจยเพื่อทำสารคดีเกี่ยวกับปราสาทบันทายฉมาร์ แค่นี้ก็มีเรื่องต้องดูต้องเขียนถึงไม่รู้จบแล้ว สิบกว่าปีก่อน เมืองเขมรเต็มไปด้วยกับระเบิด บ้านเมืองแหลกย่อยยับปี พ.ศ. 2535-2537 นั้น ผู้ชายทุกคนที่เห็นสะพายปืนอาร์ก้า บ้านเมืองที่มีแต่สงครามการฆ่าฟัน ไปครั้งหลังราวปี พ.ศ.2543 บ้านเมืองดีขึ้นมาบ้าง ไม่มีป้ายระวังกับระเบิดให้เห็นอีกแล้ว ทุ่งสังหารกว้างไพศาลจากปอยเปตถึงเสียมเรียบ สองฟากระยะทางร้อยกว่ากิโลเมตร มีการเก็บกู้กับระเบิดไปเรียบร้อยกลายเป็นท้องทุ่งนาอุดมสมบูรณ์
ไปเขมรมาหลายครั้ง มักจะวนเวียนอยู่ตรงแค่กลุ่มปราสาทหินนครวัด นครธม เมืองเสียมเรียบ หรือแถวจังหวัดบันเตียเมียนเจยเพื่อทำสารคดีเกี่ยวกับปราสาทบันทายฉมาร์ แค่นี้ก็มีเรื่องต้องดูต้องเขียนถึงไม่รู้จบแล้ว สิบกว่าปีก่อน เมืองเขมรเต็มไปด้วยกับระเบิด บ้านเมืองแหลกย่อยยับปี พ.ศ. 2535-2537 นั้น ผู้ชายทุกคนที่เห็นสะพายปืนอาร์ก้า บ้านเมืองที่มีแต่สงครามการฆ่าฟัน ไปครั้งหลังราวปี พ.ศ.2543 บ้านเมืองดีขึ้นมาบ้าง ไม่มีป้ายระวังกับระเบิดให้เห็นอีกแล้ว ทุ่งสังหารกว้างไพศาลจากปอยเปตถึงเสียมเรียบ สองฟากระยะทางร้อยกว่ากิโลเมตร มีการเก็บกู้กับระเบิดไปเรียบร้อยกลายเป็นท้องทุ่งนาอุดมสมบูรณ์
ตั๋วเครื่องบิน
เรื่อง : หม่องหม่องทุนอ่อง
แปล : Numripan จากนิตยสารเหย่ซยา
แปล : Numripan จากนิตยสารเหย่ซยา
ผมย้ายมาทำงานที่เมืองโจนได้ประมาณหนึ่งปีแล้ว เมืองโจนเป็นเกาะเล็กๆ ที่มีทะเลล้อมรอบ สมัยก่อน เมืองแห่งนี้ถือว่าทุรกันดารและแห้งแล้งมาก และเพิ่งเริ่มติดต่อค้าขายกับภายนอกมากขึ้นเมื่อยี่สิบปีที่ผ่านมานี้
จับกระแส : ยุทธศาสตร์การเมืองพม่า
โดย ดวงฤทัย เดชอุดม
เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมา โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาได้จัดงาน เสวนาอุษาคเนย์ครั้งที่ 2 ประจำปี 2553 ภายใต้หัวข้อ “จับกระแส: ยุทธศาสตร์การเมืองพม่า 2010” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผ่านมุมมองนักวิชาการสามท่าน คือ อาจารย์วิรัช นิยมธรรม ผู้อำนวยการศูนย์พม่าศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร อาจารย์พรพิมล ตรีโชติ นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ อาจารย์ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมา โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาได้จัดงาน เสวนาอุษาคเนย์ครั้งที่ 2 ประจำปี 2553 ภายใต้หัวข้อ “จับกระแส: ยุทธศาสตร์การเมืองพม่า 2010” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผ่านมุมมองนักวิชาการสามท่าน คือ อาจารย์วิรัช นิยมธรรม ผู้อำนวยการศูนย์พม่าศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร อาจารย์พรพิมล ตรีโชติ นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ อาจารย์ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




