แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถานะบุคคล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถานะบุคคล แสดงบทความทั้งหมด

กีกี้ ทูตสันถวไมตรีไร้สัญชาติ

โดย วนารัตน์

เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ ผ่ านมาผู้เขียน ได้มีโอกาสไปเป็นพี่ เลี้ยงในกิจกรรมเยาวชนที่ มีชื่ อเล่ นว่ า “ค่ายลูกยางนา” ซึ่งจัดโดยมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) มีเนื้อหาเกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อและการผลิตสื่อในรูปแบบต่างๆ ให้กับกลุ่มเยาวชนชาติพันธุ์ต่างๆ จากเขตภาคเหนืออายุระหว่าง 10 – 25 ปี จำนวนประมาณ60 คน โดยมีพี่เลี้ยงและวิทยากรรวมกัน6 คน

ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ของคนไร้สัญชาติ

โดย ธันวา สิริเมธี
ภาพ โดย Ben Mattias

มีคำกล่าวว่า “ชีวิตคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้” คนหลายคนได้พิสูจน์ให้เห็นความจริงข้อนี้ แต่ทว่า สำหรับคนบางคน  ที่เกิดมา “ไร้สัญชาติ” คำกล่าวนี้ยากที่จะเป็นความจริง...

เรื่องของคนไม่มีสิทธิ

ธารารัตน์ แซ่ไช่ เกิดที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นบุตรสาวของชาวจีนซึ่งหนีภัยสงครามเข้าไปอยู่ในประเทศพม่า และต่อมาหนีภัยสงครามจากประเทศพม่าเข้ามายังประเทศไทย ธารารัตน์เข้าเรียนชั้นประถมและมัธยมในอำเภอแม่สอด ผลการเรียนอยู่ในระดับดีมาก จนเธอได้รับเกียรติบัตรผลการเรียน ดีเด่นติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี รวมทั้งยังได้รับรางวัลนักเรียน ดีเด่นของโรงเรียน

สิทธิในการก่อตั้งครอบครัวของคนชายขอบถือบัตรสีส้ม กรณีของนางสาวหันลานแห่งสังขละบุรี

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร


บทนำ

ปัญหาแรกที่อยากจะยกขึ้นมาเล่าให้ทราบในคอลัมน์กฎหมายเพื่อคนชายขอบฉบับนี้ก็คือ ปัญหาที่อำเภอมักปฏิเสธที่จะจดทะเบียนสมรสถ้าคู่สมรสทั้งสองฝ่ายหรือฝ่ายเดียวเป็นคนที่ไร้บัตรพิสูจน์หรือเป็นคนบัตรสี สำหรับคนไร้สัญชาติซึ่งเป็นประเภทหนึ่งของคนชายขอบนั้น มักประสบปัญหาของความไม่มีเอกสารที่พิสูจน์ทราบตัวบุคคลที่ออกโดยรัฐ หรือความที่มีเอกสาร พิสูจน์ทราบตัวบุคคลที่รัฐไทยออกให้ แต่ระบุว่าเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย

ทำไมอำเภอจึงต้องปฏิเสธที่จะจดทะเบียนสมรสให้แก่คนไร้สัญชาติ ?

ความคืบหน้ากรณีสิทธิก่อตั้งครอบครัว และสิทธิการศึกษาของคนไร้รัฐ

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร


บทนำ : แนะนำส่วยอุและครอบครัวสายไทย...คนเดินเรื่อง สิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายของคนไร้สัญชาติ แห่งอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่

ผู้เขียนอยากจะเล่าถึงสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายไทยของคนไร้สัญชาติเชื้อสายไทยใหญ่แห่งเวียงแหง โดยใช้ข้อเท็จจริงของครอบครัวของนางส่วยอุ สายไทย เป็นตัวเดินเรื่องในทางข้อเท็จจริง และนำข้อกฎหมายมาปรับใช้ต่อคนแต่ละคนในครอบครัวต้นแบบที่นำมาเป็นตัวเดินเรื่อง

เริ่มต้นจาก “ชิดส่วย สายไทย” ซึ่งเป็นอดีตทหารไทยใหญ่ที่หนีภัยความตายเข้ามาในประเทศไทย และ“ส่วยอิ่ง สายไทย” ซึ่งเป็นภรรยาของชิดส่วยที่หนีภัยความตายตามสามีเข้ามาในประเทศไทย พวกเขาทั้งสองเข้ามาอาศัยบนแผ่นดินอันสงบสุขของอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่

กรณีพิสูจน์สัญชาติของชาวแม่อาย

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร


ความนำ

ใสแดง แก้วธรรมเป็นหนึ่งในชาวบ้านแม่อาย 1,243 คน ที่ถูกถอนชื่อออกจาก ทร.14 โดยประกาศของอำเภอแม่อายเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2545 แต่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ.2548 เพื่อเพิกถอนประกาศการถอนชื่อของอำเภอแม่อายฉบับดังกล่าว และการเพิกถอนนี้มีผลทำให้อำเภอแม่อายมีหน้าที่ที่จะต้องนำเอาชื่อของชาวบ้านแม่อายทั้ง 1,243 คน กลับเข้าสู่ ทร.14 และยอมรับให้มีสถานะของคนสัญชาติไทย ดังที่ได้รับการยอมรับก่อนที่จะถูกถอนชื่อออกจากทะเบียนราษฎรเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2545 ทั้งนี้ จนกว่าจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ว่า การพิสูจน์สัญชาติไทยของชาวบ้านแม่อาย 1,243 คนก่อนวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2545 นั้น เป็นไปโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายสัญชาติ

ปัญหาในวันนี้ของใสแดงและเพื่อนร่วมชะตากรรมอีก 1,242 คน ก็คือ พวกเขาควรจะทำอย่างไรเพื่อที่จะพิสูจน์ได้ว่า พวกเขามีสัญชาติไทยโดยการเกิด ?

ตอบคุณนคร ไทยใหญ่:คนไร้รัฐในทัณฑสถาน

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

ความนำ

ด้วยว่า ผู้เขียนมีหน้าที่จะต้องไปตรวจเยี่ยมเชิงกัลยาณมิตรตามเรือนจำและสถานพินิจเป็นเวลามากว่า 3 ปีแล้ว และได้พบเห็นคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติที่ต้องเข้าไปอยู่ในทัณฑ์สถานในทุกแห่งที่ไปเยี่ยม จึงตั้งใจที่จะเขียนถึงคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติประเภทนี้มานานแล้ว ประจวบกับคุณนคร ไทยใหญ่ ซึ่ง“ถูกคุมขัง อยู่ที่ รจก. คลองไผ่”ได้เขียนจดหมายมาถามปัญหาสถานะบุคคลผ่านท่านบรรณาธิการสาละวินโพสต์ ผู้เขียนจึงถือโอกาสนี้ที่จะเขียนถึง “คนไร้รัฐคนไร้สัญชาติในทัณฑ์สถาน” เสียที

เซาะเล้ง หรือภาวินี บุรสิน แม่ผู้ไร้รัฐซึ่งหนีภัยความตายมาจากประเทศกัมพูชา

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร


แนวคิดเบื้องต้น : แม่ไร้รัฐและแม่ไร้สัญชาติ....มนุษย์อีกกลุ่มในประเทศไทย

ด้วยเดือนสิงหาคมเป็นช่วงเวลาที่หอมกรุ่นด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ที่ลูกทุกคนในประเทศไทยมีให้แก่ผู้หญิงที่เราเรียกว่า “แม่” ไม่มีชีวิตของใครบนโลกใบนี้ที่ปราศจากแม่ ทุกคนต้องมีแม่ ดังนั้น สำหรับคอลัมภ์กฎหมายเพื่อคนชายขอบในสาละวินโพสต์ของเดือนสิงหาคมนี้ ผู้เขียนจึงอยากจะเขียนถึงกฎหมายเพื่อ “แม่ไร้รัฐ” และ “แม่ไร้สัญชาติ”

จาก "แซ่ลี้" สู่ "อภิสกุลไพศาล": ตำนานแห่งครอบครัวไร้สัญชาติที่ชาวไทยภูเขาต้องเรียนรู้

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร


ความนำเรื่อง

นายอนุชิต สมาชิกคนหนึ่งของครอบครัวอภิสกุลไพศาลเขียนจดหมายร้องทุกข์มาที่ศูนย์นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2549 มีใจความสำคัญว่า "....ในปีพ.ศ.2539 ทางอำเภอแจ้งว่า มีการเพิกถอนสัญชาติไทยของครอบครัวของข้าพเจ้าทั้งหมด....หลังจากนั้น ครอบครัวของข้าพเจ้าก็ได้พยายามขอเข้าพบและตรวจสอบหลักฐานที่อำเภอหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร...ข้าพเจ้าและครอบครัวจึงใคร่ให้ท่านโปรดให้ความช่วยเหลือกับครอบครัวของข้าพเจ้าด้วย"

กรณีน้องขวัญและน้องวิน : มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่คนสัญชาติไทยจะรับเด็กไร้รัฐเป็นบุตรบุญธรรม ?

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร


คอลัมน์ "กฎหมายเพื่อคนชายขอบ" มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ด้านกฎหมายหรือหาทางออกให้กับผู้เผชิญปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างๆ โดยเราได้เชิญ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร หรือ อ.แหวว จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพื่อช่วยเหลือคนชายขอบมาเป็นผู้ให้ความรู้และตอบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิต่างๆ หากท่านมีปัญหาใดๆ ที่อยากถาม อ.แหวว สามารถส่งคำถามของท่านมายังที่อยู่ของสาละวินโพสต์ เราจะช่วยเป็นสื่อกลางในการค้นหาคำตอบมาให้ท่าน

จอบิมีสิทธิที่จะร้องขอมีชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยหรือไม่ ? : ความเดิมที่เราเคยศึกษากันมาแล้ว

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

ในบทความนี้ ผู้เขียนใคร่จะนำปัญหาของคุณจอบิมาพิจารณาต่อเพื่อความเข้าใจเรื่องของ "บุคคลบนพื้นที่สูงที่ตกหล่นจากทะเบียนราษฎร" อย่างเป็นละเอียดลออและเป็นระบบอีกครั้งหนึ่ง ท่านผู้อ่านควรกลับไปอ่านบทความเรื่อง "จอบิ : สิทธิที่คนตกหล่นจากทะเบียนราษฎรจะร้องขอต่ออำเภอที่จะพิสูจน์ความเป็นราษฎรไทยมีหรือไม่?" ในสาละวินโพสต์ฉบับที่ 35 (16 พฤศจิกายน - 31 ธันวาคม พ.ศ.2549)เสียก่อน เพื่อที่จะทราบว่าจอบิเป็นใคร ? และประสบความไร้รัฐและชะตากรรมอันเนื่องมาจากความไร้รัฐ เช่นใดบ้าง? และในที่สุด คุณจอบิได้รับความยุติธรรมจากกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญาและทางปกครองจากระบบตุลาการไทยในลักษณะเช่นใด ?

ครูแดง เตือนใจ ดีเทศน์ : จุดเชื่อมระหว่างคนชายขอบและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

ความนำ
ผู้เขียนเคยเขียนถึงคนชายขอบซึ่งเป็นเจ้าของปัญหามามากแล้ว ในคราวนี้ อยากจะเขียนถึงผู้ช่วยเหลือคนชายขอบบ้าง ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งคนทั่วไปจะเรียกเธอว่า ครูแดง ได้ทุ่มเทชีวิต ให้แก่งานพัฒนาชนบทและคนชายขอบมานานกว่า 30 ปี โดยเฉพาะคนชายขอบที่ยังไม่มีสัญชาติไทย ผู้เขียนอยากจะเล่าเรื่องของคนชายขอบผ่าน กลไกความช่วยเหลือคนชายขอบ    ที่ครูแดงสร้างสรรค์ขึ้น คือ คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขการไร้สถานะทางกฎหมายและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย

อาจารย์แหวว : นักกฎหมายเพื่อคนไร้สัญชาติ

คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะต้อง ตัดมดลูกทิ้ง เนื่องจากทำงานหนักจนไม่มีเวลาไปหาหมอ และคงเป็นเรื่องยากที่ใครสักคนจะยอมสละเวลาแสวงหาความสุข ส่วนตัวเพื่อ “คนอื่น” คนซึ่งไม่มีประเทศใดในโลกนี้ยอมรับว่าเป็น ประชาชนของประเทศนั้น คนซึ่งเป็นคน“ต่างด้าว” ของทุกแผ่นดิน ไม่มีสิทธิใด ๆ เท่าเทียมกับ “ราษฎรเต็มขั้น” ผู้มีบัตรประชาชน ทว่า ผู้หญิงวัยสี่สิบต้นๆคนที่ท่านกำลังจะรู้จักต่อไปนี้ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร หรือที่นักศึกษา เรียกกันว่า “อาจารย์แหวว” กลับเป็นคนหนึ่งที่ทุ่มเทเวลาและ หัวใจให้กับคนไร้สัญชาติเหล่านี้อย่างเต็มที่มาตลอดเวลากว่า สิบปี อีกทั้งยังทำหน้าที่อาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ทาง กฎหมายให้กับลูกศิษย์ทั้งในและนอกห้องเรียนอยู่เสมอ คอลัมน์รู้จักคนดังฉบับนี้ จึงขอแนะนำให้รู้จักกับผู้หญิงเก่งและ แกร่งคนนี้ โดยเราได้มีโอกาสได้พูดคุยกับเธอเมื่อกลางเดือน สิงหาคมที่ผ่านมา

ฝันที่เป็นจริงของหนุ่มนักกล้ามไทยใหญ่

โดย อานไตย ไคข่านฟ้า


คอลัมน์ตามรอยฝันฉบับนี้จะพาคุณไปตามรอยความฝันที่เป็นจริงของชายหนุ่มไทยใหญ่คนหนึ่ง ถึงแม้ว่าเขาจะเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะยากจนและอยู่ในประเทศไทยในสถานะคนไร้สัญชาติ เพราะครอบครัวของเขาอพยพมาจากเมืองเชียงตุง ภาคตะวันออกของรัฐฉาน ประเทศพม่าเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่เขาก็ยังคงมุ่งมั่นทำตามความฝันจนได้เป็นแชมป์กีฬาเพาะกายระดับประเทศและเป็นตัวแทนไปแข่งขันยังต่างประเทศ สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยมากมาย จนในที่สุด เขาได้รับสัญชาติไทยที่รอคอยมานานและยังทำให้เพื่อนบ้านที่ไร้สัญชาติอีกร่วมห้าร้อยคนได้รับสัญชาติพร้อมกับเขาไปด้วย

ชีวิตดั่งนิยายของนักเปียโนไร้สัญชาติ

เมื่อเอ่ยถึงเครื่องดนตรีที่มีชื่อว่า “เปียโน” หลายคน คงนึกถึงครอบครัวของผู้มีอันจะกิน มีชีวิตสะดวกสบายกว่าคนทั่วไป ยิ่งหากบุคคลนั้นมีความสามารถในการเล่นเปียโนจนได้เป็นครูในมหาวิทยาลัยชื่อดังมายาวนานร่วมสามสิบปี รวมทั้งยังได้รับเชิญไปเปิดการแสดงในต่างประเทศหลายสิบครั้ง บุคคลท่านนี้จึงน่าจะเป็นคนที่ได้รับการยอมรับจากผู้คนในสังคมไทยและสังคมนานาชาติมากที่สุดคนหนึ่ง ทว่า ในชีวิตจริงของผู้หญิงที่ชื่อ “อายุ นามเทพ” อาจารย์สอนเปียโนวัย 50 ปีประจำมหาวิทยาลัยชื่อดังในจังหวัดเชียงใหม่ที่ท่านกำลังจะได้รู้จักต่อไปนี้กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น